เปลว สีเงิน

ว่าด้วย “เสื้อกระดุมในตัว”

ขึ้นต้นว่า……

“สั่งไปแล้ว ต้องไม่มีทุจริตเด็ดขาดนะครับ”

และลงท้ายว่า……..

“ผมก็ต้องปรับตัวอีกเยอะ เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าไปในสภา ถ้ามีอะไรไม่เหมาะสม ก็ขอโทษด้วยก็แล้วกัน ครั้งหน้าแก้ตัวใหม่”

นั่น…เขาละ

คำแถลงเปิดหัว-ปิดตูดของ “ดาบเดียวค้ำปฐพี” จอมยุทธหนึ่งเดียวคนนี้ของพี่น้องคนละท้องกันทั่วประเทศ

ท่านแถลง หลังจบประชุมครม.นัดปฐมฤกษ์ ที่ทำเนียบเมื่อวาน (๓๐ กค.๖๒)

พวกเราก็ช่วยกัน “จำ” นะ

ถ้าจะให้ดี จดใส่ข้างฝาไว้ คำที่นายกฯ เจิมหัวเสาเข็มรัฐบาล ทั้ง ๓๕ หัว “ต้องไม่มีทุจริตเด็ดขาด”

ถ้ามี หรือปล่อยให้มี หัวที่ ๓๖ คือ “หัวเสาเอก” จะต้องถูก “เด็ด” ให้ “ขาด” ชาติ “ก่อนเพื่อน!

วันนี้ ไม่คุยเรื่องนายกฯ

ตอนนี้เขากำลังตื่นเต้นกันเรื่อง “กระดุม ๕ เม็ด” ของ “สส.ทิม พิธา” หลานผดุง “ไข่ทองแดงทักษิณ” กระดุมใหม่หรือกระดุมเก่าก็ไม่รู้หละ แต่ถ้าไม่คุยบ้าง ผมจะกลายเป็นพวก “เห่อตายด้าน”

ฉะนั้น วันนี้ อินเทรนด์ซะหน่อย!

ก็ชื่นชม สำหรับสส.คิดมีวิสัยทัศน์ คิดเป็นกระบวนการ อีกทั้งรู้กาละ ว่าในวาระแถลงนโยบายเช่นนั้น ควรอภิปรายในลักษณะไหน

แต่ กราบเรียนสส.ทิม พิธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีมหาดไทย “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย ด้วยเคารพ ว่า

ผมก็ชื่นชมท่าน ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่หลักแหลม-ลุ่มลึก ตามพุทธภาษิตที่ว่า

“วันทะโก ปะติวันทะนัง” ผู้ไหว้ ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

คือ เมื่อสส.ทิม พิธา เขาอภิปรายดี ท่านก็ชื่นชมเขา ในทางกลับกัน ท่านก็ได้รับการชื่นชมตอบ

ความจริง ผมก็ฟังทั้งสองท่าน สำหรับสส.ทิม ฟังไม่จบ พอดี ๖ โมงเย็น ต้องเคารพธงชาติ เสร็จแล้วก็เลยได้เวลาทำงาน

แต่สำหรับพลเอกอนุพงษ์ตอนดึก ผมฟังจนจบ ก็ไม่มีความเห็นต่างอะไร
ใครก็ตาม ที่ “คิดเป็น-พูดเป็น-ทำเป็น” ผู้ฟังต้องให้เกียรติ

พูดกันตรงๆ…….สังคมไทยแต่ยุคผม จะถูกหลอมให้โตมาแบบ “คิดตาม-พูดตาม-ทำตาม”

สังคมไทย จึงเป็นสังคม เก่งแต่ทำตามเขา เติมตามตูดเขา

ที่จะ “คิดเอง-ทำเอง, คิดนำ-ทำนำ” ร้อยจะมีสัก ๕ สัก ๑๐ ก็แสนยาก

สังคมไทยต้องตกอยู่ใน “ระบบอุปถัมภ์” ชนิดถีบหัวให้ไป ก็ยังกอดขาไม่ยอมไป เหตุหนึ่ง ก็เพราะอย่างนี้
เมื่อโตกันมาแบบเป็น “ชิ้นส่วนความคิด” และไม่สามารถนำแต่ละชิ้นส่วนคิดประกอบเข้าเป็นกระบวนการคิดต่อเนื่องได้ด้วยแล้ว

ที่จะหา “ความคิดต่อยอด” มันยิ่งยาก
แต่เวลานี้ และรัฐบาลนี้ ตั้งเข็มสู่ยุค “นวัตกรรม” ด้วยบิ๊ก ดาตาและบล็อกเชน

นวัตกรรม คืออะไร ผมไม่รู้?

รู้แต่ว่า การจะไปสู่จุดนั้นได้ ต้องรู้จัก “คิดแหก”

การคิดแหก คือ การคิดนอกกรอบ นอกกรอบก็ยังไม่พอ ต้องให้ “ทะลุ-ทะลวง” วิทยาการออกไปด้วย แค่ “กล้าคิด-กล้าทำ” ก็ยังไม่บรรลุ ต้อง “กล้าผิด-กล้านำ” ด้วย จึงจะสามารถพบ “สิ่งถูก” ใหม่ๆ ที่เรียกว่านวัตกรรมได้

กล้าผิดที่พร้อมกล้านำ นั้น หมายถึงต้องใช้กระบวนการ “พิสูจน์-วิจัย-ค้นคว้า-ทดลอง-พัฒนา” และ “ต่อยอด”

ต่อยอด หมายถึงอะไร?

ก็หมายถึง ไม่มีความสำเร็จใดในโลกวันนี้ ที่ถึงจุด “ที่สุด” ของมันแล้ว

ดังนั้นจาก “พัฒนา” สู่ “วิวัฒนาการ”  ตามกระบวนคิดแหกไปตามลำดับ “ไม่หยุดยั้ง” นั่นคือ “ยอด” ที่ “แตกต่อ” ไปเรื่อยๆ

เรียนท่านรัฐมนตรีมหาดไทย……..

เราไม่ต้องรอกระดุมเม็ดใดหรอกครับ เมืองไทยเรา เป็นเมืองเกษตร คนกว่าค่อนประเทศ ชีวิตอยู่กับเกษตร

อยากจะกราบเรียนท่านว่า……….
ปัญเรื่องชาวบ้านส่วนหนึ่ง ไม่มีที่ทำกิน หรือมี แต่แห้งแล้ง กันดาร ไม่มีน้ำ ดินเสื่อมสภาพ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่มีเงินทุน ดังเป็นปัญหาพาจนตรอกทุกยุค-ทุกรัฐบาล นั้น

อะไรก็ตาม ถ้าขึ้นต้นด้วย “ไม่มี” มันก็จะทำอะไรไม่ได้ทั้งชาติ

ถ้าทุกอย่างมีพร้อม…….

ก็ไม่รู้ต้องมีรัฐบาล มีรัฐมนตรีไปหาวิมานอะไร จริงไหมท่าน?”

เท่าที่ฟัง ตรอกสุดท้ายที่เข้าไปตัน ติดปัญหากฎหมาย…พูดไม่ได้ ละเอียดอ่อน…ติดความมั่นคง

แบบนั้น พูดอิฐ ถูกอิฐ!

ท่านรัฐมนตรีอนุพงษ์ครับ ขอย้ำอีกครั้ง ไม่ต้องรอกระดุมเม็ดใดเลย

เพียงท่านและรัฐมนตรีเกษตรฯ “ตีโจทย์แตก” และไม่คิดและทำเพื่อการเมืองนำหน้าเท่านั้น ทำ “ต่อยอด-ขยายต่อ” ได้ทันที……..โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะเรามีฐานรากนวัตกรรมเพื่อเกษตกรให้ต่อยอด “เลิศในโลก” อยู่แล้ว

“เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นแหละครับ!

อย่า…..

ใครก็อย่าเบะปาก แล้วร้องในใจ อีกแระ..ปรัชญาครอบจักรวาลมาอีกแล้ว

ผมอยากจะบอกว่า “กระดุมทุกเม็ด” มีครบอยู่แล้วในปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”

ไม่ใช่เพราะเป็นปรัชญาของ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” จึงบอกว่าดี และ เทิดทูน

หากแต่ “เห็นจริง-ปรากฏจริง” แล้ว

และไม่ใช่ผมอ่านเอาจากหนังสือแล้วนำมาเอ่ยอ้าง

ผมไปดูกะตา ตั้งแต่แรกบุกเบิกเมื่อ ๕๐ กว่าปีก่อนโน้นที่ “หุบกะพง” อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จึงกล้ายืนยัน

ท่านรัฐมนตรี “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีเกษตรฯ ท่านเป็นสส.ประจวบฯ

ฉะนั้น ท่านต้องผ่าน “หุบกะพง” แน่ ไม่งั้น มาไม่ถึงกรุงเทพฯ และกลับไปไม่ถึงบ้าน

ในฐานะรมว.เกษตรฯ ท่านชวน “รัฐมนตรีอนุพงษ์” ไปดูโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ ขอย้ำ “ตามพระราชประสงค์” ไม่ใช่ “พระราชดำริ” ที่หุบกะพงซีครับ “พ่อของเรา” ทรงลงมือทำโครงการนี้เอง
เพื่อราษฎรคนยาก-คนจน ทั้งไม่มีที่ทำกิน และทั้งมี แต่ผืนดินทำกินอะไรไม่ได้เลย

ที่ “หุบกะพง” นี่แหละ

คือที่พระบรมนาถบพิตร ทรง “พิสูจน์-ทดลอง-ค้นคว้า-วิจัย-พัฒนา” ดิน-น้ำ-พืช-สัตว์ สำเร็จเป็นแบบเสื้อ “กระดุมในตัว” ให้คนไทย นำไปตัดสวมใส่ได้เลย

โดยไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่อง “กลัดผิด-กลัดถูก”!

ควรต้องไปดู ตีโจทย์ให้แตก แล้วมหาดไทย เกษตรฯ พาณิชย์ ก็จะไม่เป็น “ตาบอดคลำช้าง”

ในปัญหาชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน เรื่องขาดน้ำ ขาดไฟ และดินเสื่อมสภาพ
แว่วๆหู สส.ทิม พูดว่า รัฐบาลส่งเสริมให้มีแต่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อเศรษฐี แต่ไม่เห็นมี “เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อคนยาก-คนจน” อย่างนั้นใช่ไหม?

ก็อยากจะบอกว่า “นิคมสร้างตนเองหุบกะพง” นี่แหละ คือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อคนยาก-คนจน ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ ๙ และ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ทรงขับรถลุยป่าฝ่าโคลน ไปบุกเบิก “นิคมหุบกะพง” เป็นต้นแบบ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อราษฎรผู้ทุกข์ยาก เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พศ.๒๕๐๗ โน่นแล้ว

“เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ตามนัยที่สส.ทิมยกค่อนขอดรัฐบาลว่า “เพื่อนายทุน-เศรษฐี” นั้น คลอดเมื่อหัวฝนนี่เอง

เนี่ย..มันแบบนี้แหละ …..

คือ พูดแล้วก็ยาว ถ้าจะให้ “รู้เรื่อง-เข้าถึง” วันเดียวไม่จบหรอก สรุปไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ว่า

โครงการ “หุบกะพง” ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ เป็น “ต้นแบบ” ตอบโจทย์ที่รัฐบาล “จนจ่อ” ต่อปัญหาในเรื่องที่ดินทำกินทั้งหมด

พระองค์ทรงทำเป็นโมเดล “ต้นแบบ” ทั้งปรัชญา-ทฤษฎี-สูตร-ตำรา เรียกว่าครบทุกอย่าง

คนในนิคมหุบกะพงเมื่อ ๕๐ ปีก่อนโน้น ผ้านุ่งจะปิดก้นมิดก็แทบไม่มิด อยู่กระต๊อบไม้ไผ่ที่ “พ่อของเรา” ทรงสร้างให้ และทรงให้ทั้งเงินทุนตั้งต้น

ปัจจุบันนี้ ผมไม่ได้เข้าไปดูอีก แต่เห็นข่าวสาร จากกระต๊อบไม้ไผ่ ที่เริ่มด้วย “พออยู่-พอกิน”

เดี๋ยวนี้ กลายเป็น “บ้านตึก-บ้านปูน” จากจักรยาน เป็นรถเก๋ง รถปิกอัพ จากนิคมโลกลืม แห้งแล้ง ยากไร้ ไม่มีอะไรงอก

กลายเป็นแหล่งผลิต แหล่งเรียนรู้ แหล่งวิจัย-พัฒนา ที่ใครๆ ก็ต้องไปดู ไปศึกษา จากคนอาเซียน และทั่วโลกก็ไม่ผิด

เว้นแต่ “คนไทย” เรานี่แหละ ที่มองไม่เห็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ต้นแบบสำหรับคนยาก-คนจน

เอาทั้งคณะรัฐบาลนี่แหละ ไหนๆ ก็พูดกันแต่เศรษฐกิจพอเพียงจนติดปาก
ยกคณะไปดูที่หุบกะพงให้เห็นติดตา ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ทำแล้ว เห็นผล-เห็นอนาคตศตวรรษที่ ๒๑ เป็นที่อยู่-ที่ยืนของไทยเราได้อย่างไร?
ก็คงต้องยกยอดไปวันหน้าในรายละเอียดนะครับ.

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *