เปลว สีเงิน

“แล้งอีสานกับนักการเมือง”

วันนี้ (๑๙ สค.๖๒) “นายกฯประยุทธ์ “ยกคณะ” ค่อนข้างใหญ่ “ไปสุรินทร์-บุรีรัมย์

ฟังที่โฆษกรัฐบาลแถลงวันก่อน บอกว่า………

“ไปติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนและบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่”

คือ ปีนี้ “อีสานแล้ง” มาก
ฝนไม่ตก แห้งเหือดทั้งน้ำกิน-น้ำใช้ รวมถึงน้ำเพาะปลูกทางการเกษตร
ทั้งคน ทั้งสัตว์เลี้ยง ลำบากกันไปหมด!

ที่สุรินทร์ หนักหนาขนาดแหล่งน้ำดิบใช้ทำประปายังแห้ง รัฐบาลต้องส่งหน่วย “ทหารพัฒนา” ไปเร่งเจาะน้ำบาดาล

โดยเฉพาะที่ “โรงพยาบาลสุรินทร์” ทหารต้องตั้งหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉิน เร่งเจาะน้ำบาดาลที่ต้องใช้วันละ ๑,๐๐๐ กว่าลูกบาศก์เมตร สำหรับคน ๗,๐๐๐ กว่าคน ต่อวัน……..

ทั้งหมอ-พยาบาล-นักศึกษา-คนป่วย-ญาติ ตลอดถึงใช้เพื่อการผ่าตัด ฟอกไต

ดังนั้น น้ำบาดาลนี้ เมื่อเจาะได้แล้ว ก็ใช่ว่าจะใช้ได้เลย “ทหารพัฒนา” ยังต้องติดตั้งระบบ “สูบน้ำ-กรองน้ำ-จ่ายน้ำ” ด้วย

“ทหารไทย”จะว่าไปแล้ว คือยักษ์ในตะเกียงวิเศษของอะลาดิน
และอะลาดิน ก็คือ ประชาชนคนไทยนี่แหละ!

เวลาปกติ ไม่มีใครเห็นหัวยักษ์
ขนาดอยู่ในตะเกียง วันดี-คืนดี “คนเลวๆ” มันยังลากออกมาค่อนขอดนินทาสารพัด

บางคนถามซะด้วย “ยักษ์..มีไว้ทำไม?”

แต่เวลามีปัญหาทุกข์ร้อน พวกที่คำก็อ้างประชาชน สองคำก็ประชาชน
หัวมุดตูดเงียบ!

มีแต่ยักษ์คือทหารเท่านั้น งุดๆ ออกมาช่วย ไม่พูด-ไม่จา เพื่อแก้ทุกข์-สร้างสุขให้ประชาชนละก็

ทหาร “ทำอย่างเดียว”

ไม่เคยอ้างบุญ-อ้างคุณ ไม่เคยอวดอ้างตัวเอง ทำเสร็จก็กลับเข้ากรมกอง ให้เขาสุข แล้วตัวเอง นอนรอฟังเขานินทา

เขาว่า งูเห่า คู่กับ พังพอน
ทำนองเดียวกัน นักการเมือง ก็คู่กับทหาร

นักการเมือง คุยจะทำอย่างเดียว
ส่วนทหาร ไม่คุย ลงมือทำอย่างเดียว
ถือว่าโชคดีประเทศไทยประชาธิปไตย ๘๐-๙๐ ปี ลองไล่เลียงดู

แทบไม่เห็น “รัฐบาลเลือกตั้ง” ไหน สรรสร้างทางพัฒนาประเทศเป็นรูปธรรม

ยกเว้นรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบที่ “พลเอกเปรม” เป็นนายกฯ

เห็นแต่รัฐบาลเผด็จการที่วางรากฐานหลายๆอย่างให้ประเทศ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ก็ยังได้ก่อร่างสร้างงานไว้
เช่นรัฐบาลสฤษดิ์ รัฐบาลถนอม กระทั่งรัฐบาลประยุทธ์นี่ก็เถอะ
รัฐบาลเลือกตั้งก็ก่อร่างเหมือนกัน แต่หนักไปทางก่อร่างสร้างหนี้ สร้างปัญหาคาราคาซังเป็นมรดกตกทอด
ไม่ต้องดูไกล….

รัฐบาลบิ๊กจิ๋ว รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์

แค่ ๓ รัฐบาลเลือกตั้งนี้ ก็สร้างหนี้ สร้างปัญหาทิ้งไว้ จนวันนี้ยังสางไม่จบ
มีแต่รัฐบาลชวน ที่เข้ามาสะสางหนี้ IMF ให้ประเทศรอดตาย จากที่รัฐบาลจิ๋วทำไว้

แถมถูกทักษิณ “ตีกิน” เป็นผลงานแบบหน้าด้านๆไปซะอีก!

เรื่องอีสาน “แล้งน้ำ” บอกว่า เป็นปัญหาคู่ชาติ ก็ไม่ผิดสมัยเป็นเด็กวัด ราวๆเดือนมีนา.ของทุกปี

พี่น้องชาวอีสาน จะมากันเป็นขบวน แยกย้ายไปขอปันข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้า จากชาวบ้าน

ตกเย็น ก็มารวมกันที่ศาลาวัด อาศัยศาลาเป็นที่นอนหุงหาข้าวปลากินกัน เอาของที่ได้มาแยกๆ แล้วรวบรวมใส่กระบุง ใส่ปีบไว้

เขาบอก อีสานแห้งแล้ง น้ำก็ไม่มี ทำไร่-ทำนาไม่ได้ อดอยาก-ยากจนมาก
ราวๆต้นพฤษภา.นั่นแหละ คารวานพี่น้องอีสานจะกลับคืนถิ่น พร้อมข้าวของที่ได้

นัยว่า ฝนจะมาแล้ว เตรียมกลับไปทำนา!

วัดที่ผมอยู่ตอนเด็ก เหมือนมหาวิทยาลัยบ้านนอกหนังสือเยอะมาก เรียกว่าสารพัด รวมทั้งหนังสือพิมพ์

ถ้าจำไม่ผิด ราวปี พศ.๒๔๙๙ ข่าวที่ดังมาก ขึ้นหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ต่อเนื่อง คือเรื่องความแห้งแล้งทางอีสาน
มีอยู่ช่วง หนังสือพิมพ์ “เพลินจิตต์” รายวัน เอารูปนักการเมืองมาลง
ทางจังหวัด จำไม่ได้ว่าจังหวัดไหน เลี้ยงดูปูเสื่อบรรดานักการเมืองที่ลงไปดูปัญหาอีสานแล้ง เรียกว่า กำลังดื่มกินกันสุขสำราญ อาหารล้นโต๊ะ!

เรื่องนี้ ปรากฏเป็นข่าววิพากษ์-วิจารณ์อื้ออึง ขณะที่ชาวบ้านอดอยาก แห้งแล้ง ไม่มีจะกิน

แต่นักการเมืองไปเยี่ยม กลับหมูเห็ดเป็ดไก่แกล้มเหล้าชนิดเมาเผื่อหมา เต็มโต๊ะไปหมด

ตอนน้ั้น เป็นรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม พรรคเสรีมนังคศิลา ชาวบ้านเขาเรียกพรรคตาไก่ เพราะใช้รูปไก่เป็นตราพรรค

ที่เล่านี่ เพื่อจะบอก ๒ อย่าง

อย่างแรก ทุกพรรค-ทุกสส.อีสาน หาเสียงก็บอก จะแก้แล้ง จะผันน้ำ
สมัยป๋าเปรม ปลัดพิศาล ก็ปั้นตุ่มแจก สมัยบิ๊กจิ๋ว อีสานต้องเขียว ไม่งั้นจะโดดน้ำโขงตาย

สรุปว่า ทุกสมัย-ทุกรัฐบาล ตราบวันนี้ อีสาน มี ๒ หน้า เหมือนเดิม
ต้นปี หน้าน้ำแล้ง
ปลายปี หน้าน้ำท่วม!

จริงๆ แล้ว อีสานไม่แล้งน้ำ แต่ปัญหามันมีว่า ทำอย่างไรจะหาหนทางบริหาร-จัดการ “เก็บกักรักษา” น้ำตอนท่วมไว้ เพื่อใช้หน้าแล้งให้ได้เท่านั้น

ก็เห็นเอาปัญหานี้มาพูดกันรายปี ผู้รู้-ผู้ชำนาญของไทยด้านนี้ มีมากมาย
นายกฯไปดูครั้งนี้ ลองระดมสรรพกำลังมาช่วยกันคิดแผน “กุมภกรรณทดน้ำ”

แล้ววางเป็นโปรเจคท์ A ทำจริงจังให้พี่น้องอีสานชื่นใจซักแห่งไม่ได้หรือ?
ประเทศหมดงบประมาณสูญเปล่าไปกับการแก้แล้ง-แก้ท่วมเฉพาะหน้าในอีสานไปกี่ร้อยล้านล้านแล้ว
เอาให้มันเป็นรูปธรรมถาวรสักทีเถอะน่า….

ถ้ารัฐบาลประยุทธ์ไม่ทำวันนี้ ก็ไม่รู้ชาติไหน-รัฐบาลไหนจะมาคิดทำ?

แหล่งน้ำ ลำน้ำ แม่น้ำ ทั้งหมดในประเทศ ในภาครัฐมีครบหมดแล้ว ที่ไหน เชื่อมถึงไหน พื้่นสภาพทางภูมิศาสตร์แต่ละที่เป็นอย่างไร เรียกว่า “ข้อมูล” พร้อมหมด รอเพียง รัฐบาลไหนจะคิดทำจริง ด้วยรูปแบบ-วิธีการไหน-เมื่อไหร่ เท่านั้น

ไม่ต้องพูดอีกนะ คำว่า “ขอศึกษา” นั่นน่ะ เหม็นเบื่อเต็มทน!

มีนักการเมืองบางคนหาเสียง บอกจะผันน้ำโขงเข้ามา ผมว่า มันไม่โง่ ก็บ้า
อีสาน อยู่สูงกว่า แม่น้ำโขง แล้วจะผันยังไง?

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องกติการ่วมประเทศลุ่มน้ำโขง ที่ใครจะแอบลักเอาน้ำแบบนั้นไม่ได้ (นอกจากตีนใหญ่เท่าจีน)

นี่…ตอนนี้ “น้ำแล้ง” อีสาน ทหารต้องไปช่วยขุด-ช่วยลำเลียงน้ำมาหล่อเลี้ยง

อีกซักเดือน-สองเดือน เผลอๆ ต้นเดือนหน้า “น้ำล้น” อีสาน ทหารต้องไปช่วยผันน้ำออกให้ชาวบ้านอีก

“ฝนหลวง” เกิดมีขึ้น ก็เพราะ “อีสาน” นี่แหละ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” รัชกาลที่ ๙ เสด็จฯทรงเยี่ยมพสกนิกร เห็นความแห้งแล้ง ก็มีพระราชปณิธาน ใน “โครงการฝนหลวง” พ.ศ.๒๔๙๗ มีว่า……..

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับฝนหลวงแก่ข้าราชการสำนักงาน กปร.
ประกอบด้วย นายสุเมธ ตันติเวชกุล นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ และนายพิมลศักดิ์ สุวรรณทัต

เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๒๙ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เรื่องฝนเทียมนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๘ แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพราะว่าไปภาคอีสาน ตอนนั้นหน้าแล้งเดือนพฤศจิกายน ที่ไปมีเมฆมาก อีสานก็แล้ง
ก็เลยมีความคิด ๒ อย่าง ต้องทำ Check dam ตอนนั้นเกิดความคิดจากนครพนม ผ่านสกลนคร ข้ามไปกาฬสินธุ์ ลงไปสหัสขันธ์ ที่เดี๋ยวนี้เป็นอำเภอสมเด็จ ไปจอดที่นั่นไปเยี่ยมราษฎรมันแล้ง มีฝุ่น แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี่ให้ลงมาได้ ก็เคยได้ยินเรื่องทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์

ฝนทำได้ มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้ นับเป็นต้นกำเนิดแห่งพระราชดำริ “ฝนหลวง” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง อย่างแท้จริง

ด้วยพระเนตรที่ยาวไกลและทรงความอัจฉริยะของพระองค์ท่านที่ประกอบด้วยคุณลักษณะของนักวิทยาศาสตร์
จึงทรงสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลในขั้นต้นแล้ว จึงได้มีพระราชดำริครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ แก่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ว่า จะทรงค้นหาวิธีการ ที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับจากธรรมชาติ โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์กับทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมีศักยภาพของการเป็นฝนให้ได้”

เนี่ย….
ก็อาศัยพระบารมีกันอย่างเดียวเรื่อยมาค่อนศตวรรษแล้ว ภาครัฐไม่เคยทำอะไรที่งอกเงยไปจากนี้ในด้าน “น้ำ” กับอีสานเลย

นอกจากพูด..พูด..พูด..เงิน..เงิน..เงิน..ในภาคการเมืองของนักกินเมือง
ทำให้อีสานมีน้ำอย่างเดียว ทุกอย่างจบที่ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้แน่นอน!

มาถึงอย่างที่ ๒ ที่อยากจะบอกคณะนายกฯประยุทธ์ที่ลงไปอีสานวันนี้

การกินอยู่…..

อย่าให้เป็นอย่าง “ข่าวพาดหัว” หนังสือพิมพ์เมื่อปี ๒๔๙๙ ที่เล่านั้นเชียว!

 

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *