เปลว สีเงิน

ใหม่ที่น่าจะ (ไม่) เต็มบาท

เหมือนข้าวใหม่ปลามัน กลิ่นเว็บเปิดใหม่ยังไม่ทันจาง เจอกันทุกวัน ครั้นจะคร้านซักวัน เดี๋ยวจะนึกว่า สัปดาห์ก่อนกระเสาะ-กระแสะก็หายหน้า มาสัปดาห์นี้เห็นทีจะไปซะมั้ง เพราะหายอีก

ยังหรอกครับ..ยัง ยังพอเอาอยู่

ฉะนั้น เลยต้องขยันวันอาทิตย์ซะหน่อย อยากจะบอกว่า ภาวะโลกอยู่ในช่วงสับปรับ สู่จุดสมดุลยุคใหม่ พวกเราต้องสติให้ดี อย่าสับสนไปกับมัน

มนุษย์ สัตว์ พืช ยังลอกคราบ สังคมโลกจะลอกคราบบ้าง มันแปลกตรงไหน ถ้าไม่ลอกนี่ซี ถึงจะแปลก

ที่เราเรียกว่ายุคนั้น-ยุคนี้ ก็นั่นแหละคือการลอกคราบของสังคมโลกในแต่ละวงรอบ ซึ่งแต่ละวงรอบกินเวลาต่างกันไปตามจักรราศี แต่รอบนี้ จะอยู่ในช่วงเวลา ๑๕-๑๖ ปี ของราศรมังกร จากปี ๒๕๕๑ ไปจบรอบที่ปี ๒๕๖๖

ว่างๆ จะเมาธ์ผสมโม้ให้ฟังว่าต้นสายปลายเหตุมันมาจากไหน ผลการลอกคราบครั้งนี้จะดีหรือร้าย และเราควรจะปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องต้องกับ “เลขที่ออก” ในรูปแบบไหน โดยไม่ต้องไปขัดถูต้นตะเคียน

ชีวิตมันเป็นของเรา อย่าเล่นบทพระเอก “เพื่อผู้อื่น” ไปตะพึดตะพือ ฉะนั้นพยายามหายใจลึกๆ เข้าไว้ แล้วชีวิตจะไม่สับสน เรื่องหายใจนี่  ถ้ายังไม่ตาย หายใจได้กันทุกคน แต่รับประกัน ร้อยคนจะมีถึงสิบหรือเปล่าผมยังไม่แน่ใจว่า “หายใจเป็น”

หายใจได้ กับหายใจเป็น มันต่างกันนะ

ส่วนมาก เราหายใจ”เข้า-ออก”กันแค่ผ่านรูจมูก ลึกสุดไปแค่ลำคอ ใช่…แค่นี้เรียกว่า “มีชีวิต” เพราะ “หายใจได้”

ก็เหมือนรถยนต์แหละ เติมน้ำมันสูตรไหนมันก็วิ่งได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้ปรู๊ดปร๊าด วิ่งฉิวเหมือนท้องเสียวิ่งหาส้วม มันต้องเติมประเภทซูเปอร์ ที่ให้ค่าออกเทนสูง

การหายใจเหมือนกัน หายใจได้เฉยๆ มันแค่มีชีวิต แต่เหมือนถ่านมอด ลองเพิ่ม “ชีวา” ให้กับชีวิตด้วยการ “หายใจให้เป็น “ดูซักหน่อยซีครับ

แล้วเราจะเข้าใจว่า…อ้อ “ชีวิตที่มีชีวา” มันเหมือนถ่านไม้โกงกางคึกไฟ ปรู๊ดปร๊าด สมองโล่ง โรคร้ายหาย ส่วนไข้เจ็บ อนุญาตให้มันมีบ้างเหอะ เดี๋ยวมด-หมดอดตาย ตาที่เคยพร่า กลับใสแจ๋ว เม็ดในอยู่ตรงไหน เห็นหมด ขนาดนั้นเลยเชียว

ฉะน้น เราฝึก “หายใจให้เป็น” จนชินเป็นนิสัยติดจมูกกันไว้ แล้วชีวิตจะเป็นขาขึ้น ปกติ เราไม่รู้ว่าเราหายใจด้วยซ้ำ จมูกมันสูดเข้า-สูดออกของมันเอง เหมือนปลา ไปถามมัน “เห็นน้ำมั้ย”

มันก็จะตอบ อยู่ในน้ำมาแต่อ้อน-แต่ออก ไหน..น้ำอยู่ไหน ไม่เคยเห็นซักที ก็เหมือนคนเรานี่แหละ อยู่กับการหายใจแต่อ้อน-แต่ออก แต่ไม่เคยสนใจทำความรู้จักกับการหายใจ เมื่อไม่รู้จัก จึงแค่หายใจได้ แต่หายใจไม่เป็น

หายใจได้ ใช้แค่จมูก

หายใจเป็น ต้องใช้สติ

จมูกหายใจเป็นไง ไม่ต้องให้ “ทอนกะช่อ” เดินสายสนตะพายก็คงเข้าใจกันนะ

แต่การหายใจที่ต้องใช้สติควบคู่นี่ อย่าว่าโง้น-งี้เลย “หลุยส์ อองตวน เปลว” ขอเลคเชอร์หน่อย

ที่ว่าต้องใช้สติ คือ ปกติ จมูกมันหายใจเอง เราไม่รับรู้อะไรกะมันซักเท่าไหร่ แต่การหายใจให้เป็น เราต้องตั้งใจ “หายใจ” หน่อย

การตั้งใจ ก็คือ “ตั้งสติ” นั่นแหละ ถ้าไม่มีสติ เราก็ตั้งใจไม่ได้ จริงไม่จริง?

ตั้งใจเริ่มแรก ก็ตั้งจุดสตาร์ทที่รูจมูกทั้งสองข้าง แล้วก็หายใจเข้า ขณะหายใจเข้า เราก็ตามรู้มันไปติดๆ ให้ต่อเนื่องเหมือนช่างภาพวิ่งไล่ตามถ่ายภาพนักวิ่งทุกช็อต จับความรู้สึกให้ได้ว่า

ลมหายใจอุ่นๆ หรือเย็นๆ จากรูจมูกไหลลงไปถึงลำคอแล้วนะ..จากลำคอ…ไปถึงทรวงอก ถึงปอดแล้วนะ…จากปอดสองข้าง…ลงไปถึงลิ้นปี่แล้วนะ

แรกๆถึงลิ้นปี่ก็ลิ้นห้อยแล้ว เรียกว่าสิ้นลมอัสสาสะคือ “ลมหายใจเข้า”  ก็จะรีบปล่อย “ลมหายใจออก” พรวด เพราะทนหายใจเข้านานๆ ไม่ไหว เนื่องจากไม่เคย เคยแต่หายใจเข้า-ออกตื้นๆ เหมือนคนสูบบุหรี่ใหม่ๆ แรกๆ แค่สูด..พ่น..สูด..พ่น อัดควันเข้าปอดจะสำลัก แต่ไม่นานก็ซื๊ดดด ทะลุปอด เพราะความชั่วหัดง่าย แต่การฝึกหายใจให้เป็น มันเป็นความดี จึงฝืน คือฝึกยากหน่อย

เนี่ย…ตั้งต้น-ตั้งสติ หายใจเข้าให้ลึกลงไปถึงลิ้นปี่ในขั้นแรกๆ แล้วพยายามให้ลึกถึงบริเวณสะดือ จากนั้นก็หายใจออก แต่ไม่ใช่ปล่อยพรวดเดียวไปที่ปลายจมูกนะ ต้องค่อยๆประคองถอยกลับจากสะดือไล่ขึ้นมาเรื่อยๆให้เป็นจังหวะต่อเนื่อง จากสะดือผ่านลิ้นปี จากลิ้นปีมาที่ทรวงอก จากทรวงอกมาที่ลำคอ จากลำคอถึงจมูก

ยัง..ยังไม่หยุดตรงนี้ ให้ผ่านจมูกไปถึงกระบอกตาทั้งสองข้างไปถึงหน้าผาก กลางศีรษะ ที่เรียกจุดแป๊ะหวย

นั่นแหละ เล่นกับลมหายใจไปอย่างนี้เรื่อยๆ บ่อยๆ นึกได้คือสติมาตอนไหน ไม่ว่าตอนนั่งทำงาน นั่งแชท นั่งเล่นไลน์ หรือตอนนอน หักฝึกหายใจให้ลึกแบบนี้ให้ชินจนเป็นนิสัยไปเรื่อยๆ เปลี่ยนจาก “หายใจได้” เป็น “หายใจเป็น”

ถึงจุดแป๊ะหวย รับรองได้ ตัวเองก็จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ที่ไม่ใช่ “ใหม่ติ๊งต๊อง” อย่างที่เห็นตอนนี้!

แรกๆจะรู้สึกอึดอัด ซักพัก เมื่อจัดจังหวะเข้า-ออกได้สมดุลแล้ว จะเป็นปกติที่วิเศษเหนือปกติ สนุกมาก

ชีวิตที่มีชีวา จาก “หายใจเป็น” จะลักษณะนี้ อยากบอกช่อคนสวยด้วยปรารถนาดีว่า ไม่ต้องไปเดินสาย ไม่ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปโพสต์ชวนพวกใหม่สองสลึงเฟื้องออกมาเป็นแนวร่วมในท้องถนนหรอก

แค่เอาสติลากลมหายใจให้ลึกไปซุกไว้ที่สะดือบ่อยๆ รับรองได้ ช่อจะเห็นประชาธิปไตยด้วย “สติใหม่” ซึ่งมันไม่ใช่อย่างที่หลวงพ่อธนาธรไปเอากระโหลก-กะลาเก่าปี ๒๔๗๕ มาปลุกเสกให้เป็นของใหม่หลอกเด็กนั่นหรอก

คนรุ่นใหม่ เขานิยามกันเองเก๋ไก๋ว่าเป็นวัยแสวงหา เขาแสวงหาอะไรกัน ก็สุดแต่ใหม่แต่ละรุ่นจะว่ากันไป แต่ใหม่ยุคนี้ น่าจะเป็นใหม่ “ลูกกำพร้า”

เพราะเห็นแต่ร้องหาพ่อ..พ่อของฟ้า..พ่อของฟ้า กูจะบ้าตาย!

ลองเปลี่ยนจากร้องหาพ่อ เป็นค้นหา “ลมหายใจ” ตัวเองกันให้เป็นซักหน่อยจะดีกว่ามั้ย ใหม่ที่ล้วนแต่สติพร่องในสภา

จะได้”เต็มบาท”กันซะที

………เนอะ!

 

 

 

 

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

3 Comments

  • Jantavikulbutr Kaeo

    เปิดคอม. มาเจอคอลัมน์ป๋าเปลว นึกว่าตาฝาด เพ่งมอง ของจริงนี่นา (ตั้งสเตตัสไว้ให้เห็นเป็นอันดับแรกค่ะ) วันนี้สอนการหายใจเข้า-ออก แถมหยิก ๆ หยอก ๆ สามคนนั่น แบบน่าเอ็นดู 5555 กราบขอบพระคุณค่ะ เคยฝึกเหมือนกัน แต่มักจะหลงลืมไปเสมอ จะพยายามฝึกต่อไปค่ะ 🙂

  • นายก

    มีสติ ต้องมีปัญญาควบคู่ด้วยนะครับ
    ไม่ใช่มีสติ แค่จะเหน็บแนมฝั่งตรงข้ามเพื่อสนองกิเลสตัวเอง
    หรือมีสติ แค่จะสนใจ และสนับสนุนแต่เรื่องที่เราชอบ

    คนชื่นชมก็แค่ฝั่งเดียวกัน
    แต่ความคิดเห็นที่คนชื่นชมกันนั้น ใช่ว่าจะถูกต้องตามความเป็นจริง
    ก็แค่สนองกิเลสตัวเองทั้งคนชม และคนถูกชม

    แก่แล้วห้ามแก่เลยนะครับ
    ศึกษาข้อเท็จจริงเยอะๆ ชีวิตจะได้เข้าใจตามความเป็นจริง ยอมรับความจริงแล้วชีวิตจะเป็นสุขครับ
    อย่าอยู่กับความฝันที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง และการสนับสนุนจากพรรคพวกของตัวเองครับ

    ดีชั่ว ปรากฎอยู่แก่ใจตน ปรากฎจากการกระทำ ปรากฎจากเจตนาที่ทำทั้งกาย วาจา ใจ
    ยอมรับความจริงได้หรือเปล่านั้นสำคัญครับ
    หรือจะสนองกิเลสต่อไปก็เลือกเอาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *