เปลว สีเงิน

พุทธะอิสระ “คืนผ้าเหลือง”

หลวงปู่พุทธะอิสระ
เอ่ยชื่อนี้ เกือบทุกคนต้องรู้จัก
หลายวันก่อน ท่านโพสต์เฟซ ความสำคัญว่า……….

“……สิ้นเดือนตุลาคมนี้ ก็สิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติ ในคำพิพากษาคดีทำร้าย ร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะชุมนุม

ด้วยเพราะเวลาเจ้าหน้าที่กองปราบมาจับ แล้วส่งฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เจ้าหน้าที่กองปราบได้นิมนต์หลวงพ่อ เจ้าคณะเขต เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี และเลขา มาทำหน้าที่สึก
พุทธะอิสระ ได้กราบเรียนหลวงพ่อผู้คุ้นเคยกันไปว่า กระผมมิได้ละเมิดต่ออาบัติร้ายแรงจนทำให้ขาดจากความเป็นพระ ผมจึงไม่ยินดีกล่าวคำลาสิกขา

ครั้นออกจากคุกมาแล้ว จึงตั้งใจว่า จักกลับมาห่มผ้าจีวรอีก

พอดีมหาเถระสมาคม ออกกฎขึ้นมาใหม่ว่า ภิกษุผู้ต้องโทษอยู่ในขณะคุมความประพฤติ ของทางราชการ ห้ามกลับเข้ามาบวชอีก จนกว่าจักหมดเวลาคุมความประพฤติ (ตามหมวด ๓ ว่าด้วยหน้าที่พระอุปัชฌาย์ กฏ มส.๑๗)

ซึ่งกรณีของพุทธะอิสระ จักสิ้นสุดเวลาคุมความประพฤติลงในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๒

เหตุนี้ จึงกำหนดเวลากลับไปห่มผ้าไตรจีวร ในวันที่ ๕ ธันวาคม เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พ่อหลวง ร.๙ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐยิ่ง”

ครับ…..นี่แหละ
ทราบว่า เมื่อ ๒๗ ตุลา.ที่วัดอ้อน้อย นครปฐม
มีพิธีกรรม พระสงฆ์วัดต่างๆในเขตนั้นมาประชุมกัน พร้อมชาวบ้านจำนวนมาก
พุทธะอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ ในชุดขาว รายงานถึงเรื่องราวทั้งหมดแต่ต้น จนถึงถูกจับ
จากนั้น ขอให้หมู่สงฆ์พิจารณาและออกฉันทามติ ยอมรับว่า “ภิกษุภาวะ” ของพุทธะอิสระยังดำรงอยู่หรือไม่?
และมีความเห็นอย่างไร กลับมาครองจีวรตามเดิมเลย หรือควรให้กล่าวคำขอบวชใหม่?

คณะสงฆ์แสดงความเห็นและลงมติ รับรองความเป็นพระของพุทธะอิสระ
แต่พุทธะอิสระ เกรงจะเกิดข้อครหาภายหลัง เน้นย้ำให้หมู่สงฆ์พิจารณาให้ถ้วนถี่อีกที สุดท้ายแล้ว หมู่สงฆ์ยังคงมีมติเช่นเดิม

นี้ ผมสรุปคร่าวๆ
ประเด็นน่าสนใจ คือเบื้องหลังพุทธะอิสระถูกจับ และภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ทำขณะอยู่ในเรือนจำ

ทั้งหมดนี้ ผมดูยูทูปในโซเชียล ยาวเป็นชั่วโมง อยากให้ไปหาดูกัน เพราะสิ่งที่พุทธะอิสระเปิดเผย ถ้าไม่ใช่จากปากท่าน คนอื่นบอก ยากจะเชื่อ

พุทธะอิสระอ้างคดีพระพิมลธรรมเป็นบรรทัดฐาน ในการกลับครองผ้ากาสาวพัสตร์ได้ทันที

ประเด็นนี้ เพื่้อการใคร่ครวญทางใด-ทางหนึ่ง ผมจะนำจากเอกสารประวัติศาสตร์มาให้พิจารณากัน
กองงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม
กันยายน ๒๕๐๙
สังเกตการณ์ เกี่ยวกับอดีตพระพิมลธรรม
เสนอ ห.น.ก. สธ.

ตามที่ท่านหัวหน้ากอง ได้สั่งการกระผมด้วยวาจาให้ไปสังเกตการณ์ เรื่องการตัดสินคดีอดีตพระพิมลธรรม (อาจ ดวงมาลา) ที่ศาลทหาร กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ และในวันต่อๆ มา

กระผมได้ไปปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว ขอรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้

๑.เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ เวลา ๙.๐๐ น. ศาลทหารได้นัดพิจารณาตัดสินชี้ขาดคดีอดีตพระพิมลธรรม ซึ่งอัยการศาลทหารได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตพระพิมลธรรม
ในข้อหายุยง แนะนำ เสี้ยมสอน โฆษณาชวนเชื่อ และมีการกระทำอันเป็นคอมมูนิสต์ บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร
ศาลได้อ่านคำพิจารณาวินิจฉัย ใจความว่า คำของพยานโจทก์และจำเลยแล้ว
ปรากฏว่า พยานโจทก์ไม่มีหลักฐานพอที่จะลงโทษจำเลยได้ และพยานโจทก์เองบางคนก็พยายามกลั่นแกล้งปรักปรำใส่ความจำเลย ซึ่งเป็นความอิจฉาริษยากัน พยานของโจทก์บางคนก็ให้การเป็นประโยชน์ต่อจำเลย
…………………..

ศาลให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป
และหวังว่า จำเลยเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนา คงจะตั้งอยู่ในอุเบกขาญาน เป็นความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เรื่องนี้มิใช่ความผิดของใคร เป็นความผิดของสังสารวัฏ
เมื่ออ่านคำพิพากษาจบแล้ว ศาลได้ยกมือไหว้จำเลย นิมนต์ให้ครองจีวรเข้าสู่สภาพเดิม

ต่อจากนั้น อดีตพระพิมลธรรมได้นุ่งสบง ครองจีวร พาดสังฆาฎิ เป็นที่เรียบร้อย เป็นที่ปลื้มปีติโสมนัสแก่พุทธบริษัทที่มาประชุมฟังการพิจารณาในครั้่งนี้อย่างคับคั่ง มีภิกษุสามเณรประมาณพันรูป คฤหัสถ์ประมาณสามร้อยคน ล้นแน่นศาลไปหมด

๒.เมื่อเวลาประมาณ ๑๐.๓๐ น.ของวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ อดีตพระพิมลธรรมได้ออกจากศาลทหารในภาพที่ทรงสมณเพศอย่างเรียบร้อย ….ฯลฯ…..

แต่เป็นเวลากะทันหัน ต้องไปฉันเพลที่วัดนาคกลาง ธนบุรี ฉันเพลแล้ว เวลาบ่าย ๑๕.๒๕ น.ได้ไปยังวัดมหาธาตุ พระนคร นมัสการพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ ได้มีพระภิกษุสามเณรทั้งในวัดและต่างวัดมาร่วมประชุมไหว้พระกันจนเต็มอาสน์สงฆ์ และล้นอาสน์สงฆ์ออกมา ประมาณพระสงฆ์สักเจ็ดร้อยรูป และมีคฤหัสถ์มาร่วมประชุมประมาณสองร้อยคน

เมื่อกล่าวคำนมัสการบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พระสงฆ์สามเณรที่ร่วมประชุมในพระอุโบสถนั้นได้กระทำสามีจิกรรม ขอขมาต่ออดีตพระพิมลธรรม เป็นเวลาประมาณ ๓๐ นาที

ต่อจากนั้น พระสงฆ์ได้สวดชัยมงคลคาถา ๓ จบ สวดโส อัตถลัทโธ ๓ จบ สวด สัพพพุทธา ฯลฯ ภวตุสัพ เป็นการอวยชัยให้พรอดีตพระพิมลธรรม
เสร็จแล้ว อดีตพระพิมลธรรม ได้ยืนกล่าวคำปราศรัย เล่าตั้งแต่ท่านถูกจับมา ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๐๕ ได้ถูกลอกคราบ คือผ้าสากาวพัตร์ไปโดยผู้มีอำนาจ และท่านไม่ยอมสึก แต่ต่อสู้ไม่ได้ ต้องเสียอิสรภาพถูกคุมขัง และท่านได้ใช้ขันติและเมตตาตลอดมา

ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่นั้น ก็ยังปฏิญานว่าเป็นภิกษุภาวะอยู่ มิได้ประพฤติการใดๆ ให้ผิดไปจากสมณเพศ เป็นแต่ต้องนุ่งผ้าขาวแบบสบงและอังสะ และมีผ้าคลุม เพราะอยู่ในอำนาจของเขา

ส่วนจิตใจยังยึดมั่นในพระรัตนตรัย ขอต่อสู้ด้วยชีวิตจนถึงวันนี้ วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ เวลา ๑๐.๓๐ น. คราบคือผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ได้คืนมา ศาลได้พิพากษาวินิจฉัยชี้ขาด ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์

และได้กล่าวคำบาลีว่า ปริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ แปลว่า ขอพระสงฆ์จงรับรองว่า ข้าพเจ้ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือจะคัดค้านประการใด
พระสงฆ์ทั้งนั้น ได้เปล่งเสียง “สาธุ” ขึ้นพร้อมกัน เป็นอันรับรองความบริสุทธิ์ของท่าน

ต่อจากนั้น ท่านอดีตพระพิมลธรรม ได้เข้าไปหาพระธรรมรัตนากร เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ถวายนมัสการกล่าวคำขอขมา
เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯให้โอวาท ให้ระลึกถึงกรรมเวรที่สัตว์ทั้งปวงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้ท่านอยู่ในสังวรต่อไป

และเตือนว่า ขอให้มีสติและปัญญาทัดเทียมกัน อย่าให้ปัญญาเกินสติ
แล้วท่านได้กราบลาเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ แจ้งว่าท่านได้อธิษฐานพรรษาอยู่ในสันติบาล จะขออยู่ในสันติบาลนั้นจนกว่าจะออกพรรษา

เสร็จแล้วท่านได้ไปที่หอปริยัติรับรองพระสงฆ์ที่มารออยู่นั้น ประมาณ ๓๐๐ รูป คฤหัสถ์ประมาณ ๑๐๐ คน เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น.จึงกลับสันติบาล

เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๙ เวลา ๑๖.๒๕ น.อดีตพระพิมลธรรม ได้ไปยังพระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ พบพุทธบริษัท ปรากฏมีเสียงร่ำไห้ของพุทธบริษัทในอุโบสถเซ็งแซ่
ท่านได้ปรารภให้พุทธบริษัทฟัง และท่านบอกว่า ท่านไม่เดือดร้อนอะไร ท่านกลับมีความสุขสบาย ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี
ท่านกล่าวธรรมมีกถาปลอบพุทธบริษัท ให้พิจารณาอารมณ์ในแง่กรรมฐาน จึงจะได้ความสุขกายสบายใจ

ตอนเวลา ๑๘.๐๐ น.พระสงฆ์ได้ลงอุโบสถสังฆกรรม ท่านได้ร่วมอุโบสถด้วย พระสงฆ์ทุกองค์ในวัดพระมหาธาตุ มิได้มีความรังเกียจท่านแต่ประการใด

เมื่อทำอุโบสถเสร็จแล้ว พุทธบริษัทขอให้ท่านแสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ และได้กล่าวคำเป็นสาราณียสถาน สนทนากับพุทธบริษัท จนถึงเวลา ๒๓.๐๐ น.จึงกลับไปจำวัดที่สันติบาล

จึงขอเรียนท่านหัวหน้ากองเพื่อทราบ และโปรดนำเสนอกรม เพื่อทราบต่อไป

นายสิริ เพชรไชย
หน.ป.ธ.สช.
๑ ก.ย.๒๕๐๙

ต่อมา “หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล” รมว.ศึกษา ทำหนังสือถึง “จอมพลถนอม กิตติขจร” นายกฯ ความตอนหนึ่งว่า

………การประชุมทำอุโบสถสังฆกรรมนี้ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญของสงฆ์ ผู้จะเข้าร่วมประชุมได้จะต้องเป็นพระภิกษุผู้บริสุทธิ์ และที่ประชุมนั้นไม่รังเกียจด้วยประการใดๆ จึงจะเข้าร่วมทำอุโบสถสังฆกรรมได้
การที่คณะสงฆ์วัดมหาธาตุฯยินยอมให้พระอาจ (พระพิมลธรรม-เปลว) เข้าร่วมทำอุโบสถสังฆกรรมในวันนั้นด้วย โดยมิได้แสดงอาการรังเกียจแต่อย่างใด

จึงเป็นการยืนยันว่า พระอาจฯ ยังทรงภาวะความเป็นภิกษุอยู่ และคณะสงฆ์ที่ประชุมทั้งหมด รับรองความเป็นภิกษุของพระอาจฯอย่างสมบูรณ์ทุกประการ

กรมศาสนาได้เสนอเรื่องศาลทหารยกฟ้องคดีพระอาจ ดวงมาลา ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๐๙
ที่ประชุมลงมติรับทราบ โดยมิได้มีการอภิปรายแต่อย่างใด

เรื่องเกี่ยวกับพระอาจ จะถือว่าเป็นพระภิกษุโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยหรือไม่นี้ กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่า เป็นเรื่องทางวินัยสงฆ์

ควรให้เป็นเรื่องของเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ เจ้าคณะอำเภอพระนคร และเจ้าคณะจังหวัดพระนคร พิจารณาตามสายการปกครองโดยตรงก่อน
เมื่อเรื่องยุติไม่ได้ จึงนำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา เพราะมหาเถรสมาคมเป็นองค์การสูงสุดของคณะสงฆ์

การที่จะนำเรื่องพระอาจเข้าสู่ที่ประชุมโดยมิได้มีผู้ใดเป็นโจทก์นั้น อาจไม่ชอบด้วยวิธีการ

อาจเป็นขนวนให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ขึ้นในหมู่สงฆ์และประชาชน
ทางด้านเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ “พระสุวิมลธรรมาจารย์” บอกว่า
อดีตท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมยังคงเป็นพระที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ เพราะในวันที่ถูกบังคับให้สึกจากพระนั้น ได้ทำไปโดยคำสั่งของจอมพลสฤษดิ์ มิได้มีการสอบสวนในทางพระวินัยแบบอย่างของคณะสงฆ์เลย….ฯลฯ…..

เรื่องที่จะกลับมาอยู่วัดมหาธาตุฯ.อีกนั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องมาทำพิธีบวชใหม่หรือทำทัฬหิกรรม คือสวดรับรองทำให้มั่นอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ได้มีอะไรเป็นที่สงสัยในความเป็นพระ
สมเด็จพระวันรัต (ในยุคนั้น) บอกว่า
เรื่องที่กลับสู่สมณเพศ จะต้องทำพิธีบวชอีกหรือไม่นั้น เรื่องนี้ ก็ต้องแล้วแต่เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ จะพิจารณา ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม

ครับ….
เหล่านี้ เป็นข้อศึกษาถึงขั้นตอนคืนผ้าเหลืองได้อยู่ แต่ผมมีความเห็นเสนอหลวงปู่พิจารณานิดเดียว
ไม่ติดใจหลวงปู่ยังเป็นพระหรือไม่เป็น
แต่มีประเด็นทางคดีโลกต้องพิจารณา คดีพระพิมลธรรม ศาลยกฟ้อง คือไม่มีความผิดใดๆ เลย
ส่วนคดีหลวงปู่ ศาลตัดสินจำคุก ๓ ปี รับสารภาพ ลดเหลือ ๑ ปี ๖ เดือน โทษจำให้รอลงอาญา ๑ ปี
หลวงปู่พ้นโทษคุกก็จริง แต่ทางคดีถือว่าได้ทำผิด ทั้งรับสารภาพ
ในทางสงฆ์ บอกว่าหลวงปู่ดังดำรงภิกษุภาวะ ผมก็สาธุ

แต่ทางโลก ผมเกรงจะเกิดครหา เพื่อตัดบ่วงมารที่จะตามราวีภายหลัง
๕ ธันวา.หลวงปู่กล่าวคำขอบวชใหม่
จะสบายใจทั้งสงฆ์-ทั้งชาวบ้าน นี่คือความเห็นผม.

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *