• การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  เกษตร

    สร้างประเทศให้เจริญด้วยการจัดการ “น้ำ” ภาคอีสานอย่างเป็นระบบ

    บทความ : ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษยชาติ การละเลยไม่ให้ความสำคัญ “น้ำ” ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์ ทรัพยากร “น้ำ” สำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติพบว่า ภายในปี 2025 ประชากรกว่า 7 พันล้านคนจาก 60 ประเทศจะประสบภาวะการขาดแคลนน้ำรุนแรง ซึ่งพื้นที่ที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในขั้นวิกฤติจะมีอัตราการใช้น้ำสูงถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี และมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนน้ำรุนแรงมากยิ่งๆ ขึ้นจนถึง 1,700 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  โดยองค์การน้ำโลกคาดการณ์ว่าจะเกิดการแย่งชิงน้ำเกิดขึ้นในปี 2050 จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เราจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้หลักของคนส่วนใหญ่มาจากอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ “น้ำ” เป็นปัจจัยหลักในการผลิตและดำรงชีพ ประเทศไทย  ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เคยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงแนะนำให้พสกนิกรทำการเกษตรแบบพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ ให้ลดการพึ่งพิงกระแสทุนนิยม เพื่อให้ลูกหลานไทยทั้งประเทศอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีโดยถ้วนทั่ว มิใช่แบบ “รวยกระจุก จนกระจาย” หากไม่หลอกตนเอง ก็จะสามารถรับรู้ถึงสัญชาตญาณภายในได้ว่า ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทหรือโรงงานเลิกจ้าง ลูกหลานไทยค่อนประเทศจะต้องย้อนกลับไปทำ “อาชีพเกษตรกรรม” เพื่อตั้งหลักรอโอกาสใหม่ ๆ ในครั้งต่อไป  เพราะสาขาอาชีพนี้ คือสิ่งที่คนไทยและบรรพบุรุษ มีความชำนาญที่สุด มีความถนัดมากกว่าการไปผลิตโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ อู่ซ่อมเครื่องบิน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งไม่รู้ว่าจะอีกกี่ชาติจึงจะสามารถพัฒนาคุณภาพแข่งข้นกับเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาได้  แต่ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญส่งเสริมให้ประชาชนหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลิตผลภาคการเกษตร ทำตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ช่วยก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านอาหาร เช่น การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารออร์แกนิคของโลก ส่งออกอาหารเพื่อสุขภาพให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ให้ผู้คนชนทั่วโลกควรจะต้องมาดูงานมาศึกษา ว่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทุเรียนอินทรีย์ ลำไยอินทรีย์ มะม่วงอินทรีย์ ฯลฯ เขามีวิธีการผลิตและแปรรูปอย่างไร จึงมีคุณภาพดีเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ ถ้ามีความชัดเจนว่าวิถีคนไทย คือ วิถีเกษตรกรรม ก็ควรหันมาทุ่มเทเรื่องการบริหารจัดการ “น้ำ” ทั้งประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน โดยอาจจะเริ่มต้นที่ภาคอีสานก่อนก็ได้ เนื่องด้วยมีจำนวนประชากรและพื้นที่การเกษตรมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 103.5 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ แต่ขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูก และยังคงวนเวียนอยู่กับนิยามของคำที่นักข่าวแถลงบ่อย ๆ คือ “น้ำท่วม และฝนแล้ง ซ้ำซาก” วิธีการผันน้ำโขงในช่วงหน้าฝน ซึ่งปริมาณน้ำในโขงจะสูงขึ้นจาก โขด หิน เกาะแก่งใต้ท้องน้ำ ตรงบริเวณจังหวัดเลย ช่วยทำให้การผันน้ำจากแม่น้ำโขง ไม่กระทบกับกฎหมายภาคีกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และทำการขยายพื้นที่รับน้ำ สร้างอุโมงค์ผ่านช่องเขา สร้างคลองชลประทาน คลองไส้ไก่ผันน้ำตามแรงโน้มถ่วง ต่อไปยังเขื่อนอุบลรัตน์ หล่อเลี้ยงลุ่มน้ำโขงอีสานบน อีกเส้นทางตรงไปยังพื้นที่อีสานตอนกลางคือ ลุ่มน้ำชี และต่อไปยังลุ่มน้ำมูล ซึ่งเป็นอีสานตอนล่าง ซึ่งก็จะช่วยทำให้อีสานทั้งหมดมีน้ำไว้ใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้อย่างคุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แต่ถ้าลงลึกในรายละเอียด ยังพบปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่มากมาย เช่น…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  กีฬา,  ประชาสัมพันธ์,  สุขภาพ

    มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ชวนวิ่งการกุศล กับงานวิ่งแห่งปี “AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์”

    มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมดีๆ สำหรับคนไทยกับงานวิ่งแห่งปี “AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” ณ ลานทางเชื่อม BTS สยามสแควร์วัน ชั้น G โดย “คุณ พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ทั้งนี้ยังมีคุณ “หนูดี วนิษา เรซ” และ “พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ ร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ สำหรับงาน “AIDS–ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และเพื่อระดมทุน/ทรัพยากรในการทำงานป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และช่วยเหลือเด็ก เยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก   AIDS-ALMOST ZERO RUN เป็นงานวิ่งการกุศลและสร้างความตระหนักให้กับสังคมได้มีส่วนร่วมที่จะนำพาประเทศไทยผ่านโค้งสุดท้าย เป็นประเทศที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ จะมี 2 กิจกรรมหลัก คือ AIDS-Almost Zero Run Event และ AIDS-Almost Zero Virtual Run โดยจะเชิญชวนผู้คนจากทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วมกิจกรรม และให้การสนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการระดมทุนทางสังคม ที่จะทำให้ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานยุติเอดส์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและขยายผลไปทั่วประเทศ เนื่องจากทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยการวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อคุณพร้อม จะที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งในวันงาน โดยความพิเศษของงานนี้คือเป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” หรือ “AIDS-ALMOST ZERO” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันเอดส์โลกคือวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องเอดส์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขจัดเอดส์ให้เป็นศูนย์ กิจกรรม AIDS-Almost Zero Run Event  ณ กระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี  และกิจกรรม AIDS-Almost Zero Virtual Run  ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม 2562 ทุกคนที่สมัครลงทะเบียนวิ่ง สามารถเก็บระยะทาง และส่งผลการวิ่งผ่านช่องทางที่ ผู้จัดกำหนดไว้ งานนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก “หนูดี – วนิษา เรซ” และ “หมอเอิง – พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ และยังมีตัวแทนในวิชาชีพสื่อ มาเป็นพลังร่วมขับเคลื่อนเพื่อยุติเอดส์ในประเทศไทย อาทิ  “ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ  เพ็ญพรรณ แหลมหลวง พัทรวี บุญประเสริฐ รณชัย ศิริขันธ์ ณัฏฐ์อาภา ผ่องทิพาภรณ์ ชุติมา พึ่งความสุข ธีรวัฒน์ พึ่งทอง ภรภัทร สุทธิประภา วศิน บุณยาคม…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  การเมือง-เศรษฐกิจ,  พลังงาน

    เอ็กโก กรุ๊ป เผยกำไรจากการดำเนินงาน 9 เดือนแรก ปี 2562 กว่า 8,000 ล้านบาท

    บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2562 ยังคงเติบโตและมีความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่   ในธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนงาน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ   ก่อนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และการรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า จำนวน 8,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 1,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 หากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปี 2562 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 บริษัทฯ มีกำไรก่อนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และการรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า จำนวน 2,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 15 ล้านบาท” ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูรา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 และโรงไฟฟ้าไซยะบุรี สปป.ลาว ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ซึ่งโรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูราเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 และโรงไฟฟ้าไซยะบุรีจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป สำหรับความสำเร็จด้านการลงทุนใหม่ เอ็กโก กรุ๊ป   ได้ลงทุนสัดส่วนร้อยละ 44.6 ในบริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เพื่อดำเนินโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ลงนามในสัญญาผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562     ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาจัดหาเงินกู้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  สุขภาพ

    ม.มหิดล เปิดตัวห้องปฏิบัติการไฮเทค แห่งแรกของอาเซียน

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา –   รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์  สุภัทรพันธุ์  รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธีเปิด “หน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ณ อาคารวิทยาศาสตร์ 3 ห้องปฏิบัติการกลาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา เวลา 14.00 น. ในงานดังกล่าว ได้มีการเปิดตัวและสาธิตห้องปฏิบัติการที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย สามารถเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านชีววิทยา จุลชีววิทยา ชีวเคมี และวิทยาศาสตร์การแพทย์แขนงต่างๆ โดยที่รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัลฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณร่วมกับเงินอุดหนุนของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีงบประมาณในการปรับปรุงทั้งกล้องระบบดิจิทัลและชุดโมเดลมีมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องเรียนและระบบปฏิบัติการแบบดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อยกระดับศักยภาพของห้องปฏิบัติการทางชีววิทยาเดิม โดยปรับปรุงเทคโนโลยีด้านกล้องจุลทรรศน์และเลนส์ประกอบ ที่สามารถต่อกับกล้องดิจิทัลความละเอียดสูง สามารถแสดงภาพขึ้นสู่จอโทรทัศน์ขนาด 40 นิ้ว ที่ติดตั้งสำหรับผู้เรียนทุกกลุ่มย่อยได้อย่างเจาะจง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้ออกแบบและจัดหาห้องควบคุมที่สามารถให้ผู้เรียนและผู้สอนสื่อสารกันได้แบบสองทิศทาง สามารถนำเสนอผลการศึกษาและภาพจากห้องเรียนหนึ่งไปสู่อีกห้องเรียนผ่านระบบ เพื่อช่วยให้เกิดแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้เรียนแบบ real-time ระบบดังกล่าวยังได้จัดอุปกรณ์สนับสนุน ได้แก่ แทบเลต ให้นักศึกษาทุกกลุ่มย่อย สามารถทำการบันทึกภาพ วิเคราะห์ และประมวลข้อมูลผลการทดลองได้อย่างรวดเร็ว คณะฯ ยังได้ทำการเพิ่มจุดสัญญาณอินเตอร์เน็ตภายในห้องเรียน ทำให้นักศึกษาสามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารของตนเองดาวน์โหลดข้อมูลจากผลปฏิบัติการ ทำการทดสอบบทเรียน ส่งงาน และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างอิสระกว้างขวาง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมศักยภาพและทักษะการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด การเปิดตัวของหน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัลฯ ในครั้งนี้ เป็นการแสดงความสำเร็จในเฟสแรกของโครงการ ที่ออกแบบระบบห้องปฏิบัติการ 2 ห้องให้สามารถรองรับการเรียนได้พร้อมกัน 40 กลุ่ม ทำให้เรียนสามารถเรียนพร้อมกันได้จำนวน 250 คน ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 6 ห้อง ในปี 2563 จะสามารถรองรับผู้เรียนได้พร้อมกันได้กว่า 800 คน เป็นระบบที่มีศักยภาพทันสมัยในระดับแนวหน้าของอาเซียน ทั้งนี้  รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์  สุภัทรพันธุ์  ประธานในพิธีเปิดฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัล ของคณะวิทยาศาสตร์ เป็นระบบปฏิบัติการที่มีศักยภาพความพร้อมในการรองรับทั้งงานวิจัย การเรียนการสอน และการจัดอบรมเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรอิสระ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับการเรียนการสอนชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ทันสมัยได้มาตรฐานระดับโลกและเหมาะสมกับผู้เรียนในทุกระดับ อันจะเป็นประโยชน์ที่เกิดกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ของประเทศในวงกว้างต่อไป…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  สังคม

    ไทยออยล์ จับมือ จีพีเอสซี ร่วมสนับสนุนงบประมาณติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงพยาบาลธัญญารักษ์ แม่ฮ่องสอน

    คุณวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  และ คุณชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่   บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือจัดทำโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 40 กิโลวัตต์ ให้แก่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ แม่ฮ่องสอน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า ในการให้บริการทางการแพทย์ ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลอีกด้วย โดยมีนายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลธัญญารักษ์ และคุณสุวพร ศิริคุณ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นสักขีพยาน