• ประชาสัมพันธ์,  สตรี-แฟชั่น,  สังคม

    โครงการ “ดอยตุง แอนด์ เฟรนด์ส 2019” ชวนเพื่อนดีไซเนอร์และศิลปินดังในเมือง “เชื่อม” แอนด์ “แชร์” ไอเดียใหม่ สร้างสรรค์งานมือ…ต่อยอดภูมิปัญญาชนเผ่า

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานเปิดตัว โครงการ ดอยตุง แอนด์ เฟรนด์ส 2019 (DoiTung & Friends 2019) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ชวนดีไซเนอร์และศิลปินชาวเมือง ได้แก่ สมบัษร ถิระสาโรช, กุลวิทย์ เลาสุขศรี, ทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยาและคิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัสร่วมกับช่างฝีมือชาวดอยตุง ผสานแรงบันดาลใจจากชีวิต ธรรมชาติ และงานฝีมืออันประณีตจากภูมิปัญญาชนเผ่า สู่งานออกแบบที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองได้อย่างกลมกลืน ผ่านคอลเลกชั่นพิเศษแห่งปี เพื่อนำรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายไปพัฒนาชุมชน หรือ “ปลูกคน” ให้พึ่งพาตนเองได้ดั่งที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า เคยรับสั่งเอาไว้ว่า “ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเขาเอง” โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและงานออกแบบในสไตล์เฉพาะตัว มาร่วมช็อปและชมคอลเล็กชั่นพิเศษกันอย่างคับคั่ง ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันก่อน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ริเริ่มโครงการ ดอยตุง แอนด์ เฟรนด์ส ขึ้นในปี 2559 โดยเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรของดอยตุงร่วมกับทีมช่างฝีมือสร้างสรรค์ คอลเลคชั่นพิเศษ ปีละครั้ง โดยได้จัดโครงการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ซึ่งความพิเศษนอกจากจะชวนเพื่อนดีไซเนอร์ซึ่งเปรียบเสมือนที่ปรึกษาหลักของโครงการฯ ทั้ง 2 คน คือ กุลวิทย์ เลาสุขศรี และ สมบัษร ถิระสาโรช มาร่วมโครงการฯ แล้ว ในปีนี้ยังได้เพื่อนร่วมโครงการฯ คนใหม่ ซึ่งเป็นไอคอนิกที่สร้างแรงบรรดาลใจให้คนรุ่นใหม่ซึ่งกำลังมาแรงทั้งในวงการแฟชั่น อย่าง คุณวทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย และ นักแสดงชื่อดัง คุณคิมเบอร์ลี่ มาร่วมแชร์ไอเดียกับช่างฝีมือชนเผ่าดอยตุง สร้างสรรค์ผลงานใหม่ที่เน้นการ “เชื่อม” แอนด์ “แชร์” ไอเดียสร้างสรรค์งานมือต่อยอดภูมิปัญญาชนเผ่า เชื่อมโยงวัฒนธรรม วิถีชุมชน กับ วิถีเมืองเข้าด้วยกัน ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่ ให้เข้าถึงง่าย ทั้งยังเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวงานฝีมือและการสืบสานการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ และเพื่อหารายได้ไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพคนในโครงการพัฒนาดอยตุง และโครงการขยายผลอื่นๆ ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อไป ด้าน สมบัษร ถิระสาโรช ศิลปินชาวเมืองที่มาร่วมออกแบบ หมอนอิงทอมือ จากผ้าฝ้าย ผสมผ้าเรยอนเนื้อมันวาว ผสานกับกัญชงที่มีความทนทานสูง และ โคมไฟเซรามิค ฐานทรงเลขาคณิต ปั้นมือโดยช่างฝีมือชาวดอยตุง กล่าวว่า ทุกครั้งที่ขึ้นไปดอยตุงจะได้ความประทับใจและความรู้ใหม่กลับมาเสมอ และในปีนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายผ้าทอแบบดั้งเดิม และงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าบนดอยตุง ที่ทำด้วยสองมือ จากฝ้ายเส้นเล็กๆ ที่มีขนาดแตกต่างกัน นำมาถักทอด้วยเทคนิคพิเศษ เกิดลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว กุลวิทย์ เลาสุขศรี อีกหนึ่งศิลปินรับเชิญมากไอเดีย ที่มาร่วมออกแบบ กระเป๋าสะพาย (Leather Bag) พร้อมกับกระเป๋าใบเล็กด้านในและสายยาว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ทำจากผ้าฝ้ายและกัญชง ให้สัมผัสนุ่มและด้าน ในเวลาเดียวกัน เติมสีสัน ลวดลายและคู่สีลงบนผ้าทอมืออันประณีตจากช่างฝีมือชาวดอยตุง  แล้วเพิ่มความพิเศษอีกขั้นด้วยหนังวัวแท้ บริเวณสายและด้านข้างของกระเป๋า โดยมีแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเครื่องแต่งกายชนเผ่าชาวอาข่า ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ช่วยเติมสีสันในการใช้ชีวิตประจำวันให้สนุกยิ่งขึ้น วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ดีไซเนอร์ที่มีสไตล์โดดเด่นไม่เหมือนใคร  นำผ้าทอจากช่างฝีมือชาวดอยตุงมาประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนเมืองซึ่งยังคงความเป็นวทานิกาเอาไว้ ทั้งเสื้อคลุมซิกเนเจอร์ลุค ที่เลือกใช้ผ้าสองสีที่ต่างกันสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ใส่คู่กับรองเท้าสวมเดินในบ้านที่เข้าเซต เสื้อคลุมตัวยาว (Rope) ทำจากผ้าเรยอน ให้สัมผัสนุ่มและมันเงา คู่กับ รองเท้าสลิปเปอร์ เข้าเซต สีกรมท่าสลับสีขาวโดยได้แรงบันดาลใจในการทำคอลเลกชั่นมาจาก การขึ้นดอยไปเรียนรู้วิถีของชาวบ้าน…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  การเมือง-เศรษฐกิจ,  ประชาสัมพันธ์,  ศิลปะ-การแสดง-ดนตรี-บันเทิง,  สตรี-แฟชั่น,  เยาวชน

    Lifestyle Accessories จากถุงปูน สู่ Must Have ไอเท็มของสายแฟ

    เพราะเทรนด์รักษ์โลก ไม่ได้ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ยังเข้าไปมีบทบาทกับเศรษฐกิจ สังคม และผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการที่องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรมมากมายต่างดำเนินงานควบคู่ไปกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ อีกทั้งผู้บริโภคทั่วโลกยังหันมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงผ้า แก้วรียูส การลดใช้หลอดพลาสติก หรือแม้กระทั่งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุเหลือใช้ จากเทรนด์รักษ์โลกดังกล่าวกลายเป็นตัวจุดประกายพลังสร้างสรรค์ให้กับเอสซีจี นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ได้ให้ความสำคัญและเดินหน้าปฏิบัติมาโดยตลอด มาต่อยอดเป็นโปรเจ็กต์พิเศษ นำถุงปูนซีเมนต์รอการทำลายมาผสานกับแรงบันดาลใจ และไอเดียใหม่ๆ สู่ไลฟ์สไตล์แฟชั่นสุดครีเอทและมีมูลค่า ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เสื้อผ้า หรือหมวก ซึ่งสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมชท์กับแฟชั่นการแต่งตัวได้หลากหลายสไตล์ เรียกได้ว่าสวย เก๋ เท่ แถมยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกได้แบบยั่งยืนอีกด้วย นายสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer – Marketing and Branding Cement and Construction Solution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในเอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจี ตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และนำมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวปฏิบัติ SCG Circular Way ด้วยการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันนำทรัพยากรและของใช้ต่างๆ กลับมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด จากแนวคิดดังกล่าว เอสซีจี ได้ต่อยอดมาเป็นโครงการอัพไซเคิล ‘ถุงปูนซีเมนต์รอการทำลาย’ ที่ไม่สามารถนำมาบรรจุปูนซีเมนต์ได้อีก เนื่องจากการปรับข้อมูลผลิตภัณฑ์จากการพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง หรือข้อกำหนดว่าด้วยฉลากบรรจุภัณฑ์ หรือจากกระบวนการพิมพ์ของทั้งแบรนด์ปูนเอสซีจีและปูนตราเสือ ให้กลายมาเป็นผลิตภันฑ์ใหม่ในรูปแบบแฟชั่นไอเท็มสุดฮิต ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ทุกเพศทุกวัย ผ่านโปรเจ็กต์ต่างๆ มากมาย อาทิ ‘Bag to the Future’ เฟส 1 ที่จับมือกับ 3 ดีไซเนอร์แบรนด์ไทยชื่อดัง อย่าง ISSUE KLOSET & ETCETERA และ URFACE มาร่วมออกแบบกระเป๋าลิมิเต็ดเอดิชั่น และสานต่อโปรเจ็กต์ ‘Bag to the Future’ เฟส 2 ที่ร่วมกับ URFACE อีกครั้ง รวมถึงยังมีโครงการ ‘คิด-จาก-ถุง’ ที่นำถุงปูนซีเมนต์รอการทำลาย มาเพิ่มมูลค่าด้วยการสร้างสรรค์เป็นกระเป๋า หรือสินค้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า และล่าสุดเอสซีจีได้สนับสนุน Young Designer ไทย ภายใต้แบรนด์ ‘Renim…

  • ประชาสัมพันธ์,  ศิลปะ-การแสดง-ดนตรี-บันเทิง,  สตรี-แฟชั่น,  สังคม

    SACICT ก้าวขึ้นสู่องค์กรคุณภาพเยี่ยม จากการประเมินโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.)

    SACICT หรือ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ส่งเสริม สนับสนุน และ ต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมไทยต่อเนื่องตลอด 16 ปี ได้รับผลการประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ปี 2561 ในระดับคุณภาพเยี่ยม นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT ดำเนินภารกิจสำคัญ ในการอนุรักษ์ ส่งเสริมให้เกิดการสืบสาน และต่อยอดภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทย บุคคลากรภายในองค์กร ร่วมแรง ร่วมใจ ในการปฎิบัติงานโดยตลอด ส่งผลให้ SACICT ได้รับผลการประเมินองค์การมหาชนในระดับคุณภาพเยี่ยม ประจำปี 2561 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) อยู่ในระดับคุณภาพ ระดับ 1 ที่มีผลการดำเนินงานสูงกว่าเป้าหมายของทุกองค์ประกอบตัวชี้วัด ได้แก่ Function Innovation และ Potential Function Innovation และ Potential โดย ศ.ศ.ป. เป็น 1 จาก 2 หน่วยงานในกลุ่มองค์การมหาชนที่มีผลการประเมินมีค่าสูงกว่าค่าเป้าหมายร้อยละ 80 จากองค์การมหาชนทั้งสิ้น 55 แห่ง   นางสาวแสงระวีฯ กล่าวเสริมว่า จากผลประเมินผลโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ดังกล่าวข้างต้น เป็นผลมาจากการที่เจ้าหน้าที่ SACICT ทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญต่อพันธกิจองค์กร ในการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรม ทั้งในด้านการพัฒนาผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรม ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย และด้านการส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย กว่า 240.08 ล้านบาท และสร้างรายได้เฉลี่ยให้กับชุมชนสูงกว่า 577.82 ล้านบาท ในปี 2563 SACICT ได้นำเสนอแผนงานและงบประมาณการดำเนินงานทั้งสิ้น 253.1389 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่ แผนรายจ่ายบุคลากร แผนงานพื้นฐาน และแผนยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ แผนงานและงบประมาณการดำเนินงานในปี 2563 SACICT ยังคงมุ่งเน้นส่งเสริม สนับสนุน และสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมแบบครบวงจร ทั้งการพัฒนาคน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาการตลาด เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยเกิดการสืบสาน…

  • ประชาสัมพันธ์,  ศิลปะ-การแสดง-ดนตรี-บันเทิง,  สตรี-แฟชั่น

    ศูนย์การค้าดิโอลด์สยามจัดนิทรรศการผ้าไทยใส่ได้ทุกวัน The Old Siam Young Designer Award 2019

    เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศูนย์การค้าดิโอลด์สยามช้อปปิ้งพลาซ่า ร่วมกับ กรมหม่อนไหม จัดการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายโดยการใช้ผ้าไหมตรานกยูง ภายใต้ คอนเซ็ปต์ “ผ้าไทย ใส่ได้ทุกวัน” ด้วยมีเจตนารมณ์เพื่อให้คนทั่วไปตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ผ้าไหมไทยจากทุกภูมิภาค เป็นการจุดประกายให้คนไทยหันมาใช้ผ้าไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาติ ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึก และสร้างค่านิยมอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนทั่วไป รวมถึงเป็นการเผยแพร่ให้ผ้าไทยเป็นที่รู้จักในนานาประเทศ สนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ให้มีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพทางการออกแบบ ล่าสุดตอกย้ำความเป็นศูนย์รวมผ้าไทยใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ และเป็นแหล่งจำหน่ายผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานอันเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย จัดนิทรรศการ The Old Siam Young Designer Award 2019 ที่รวบรวมผลงานการออกแบบตัดเย็บที่ได้รางวัลทั้งหมด 10 ผลงาน โดยสามารถใช้คิวอาร์โค้ดในการสั่งตัดเย็บได้ รวมถึงภายในพื้นที่นิทรรศการจัดทำเนื้อหาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผ้าไทยโบราณและผ้าไหมตรานกยูงทั้งสี่สี อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดง, ผ้าแพร ผ้ายก ผ้าไหมตรานกยูงสีทอง ผ้าไหมตรานกยูงสีเงิน ผ้าไหมตรานกยูงสีน้ำเงิน และผ้าไหมตรานกยูงสีเขียว ซึ่งผลงานการออกแบบตัดเย็บที่จัดแสดงในบริเวณนิทรรศการ ได้รับเกียรติจากกรมหม่อนไหม และสถานเอกอัครราชทูตไทยในสเปนคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัลจากโครงการ The Old Siam Young Designer Award ไปจัดแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมไทยบนเวทีระดับโลก Thai Spanish Fashion Award ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน สำหรับนิทรรศการ The Old Siam Young Designer Award ผ้าไทย…ใส่ได้ทุกวัน เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป เวลา 11.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์การค้าดิโอลด์สยาม ช้อปปิ้งพลาซ่า ชั้น 3 ติดกับร้านไดโซะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อ 0-2226-0156 หรือ www.facebook.com/theoldsiamshoppingplaza

  • ประชาสัมพันธ์,  ศิลปะ-การแสดง-ดนตรี-บันเทิง,  สตรี-แฟชั่น

    ความเหมือนที่แตกต่างของ “แม่พลอย สี่แผ่นดิน” และ “ล้ง 1919”   

    หลายคนคุ้นหูกับวรรณกรรมเรื่อง “สี่แผ่นดิน” บทประพันธ์ชิ้นเอกของ  ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งท่านได้เรียงร้อยเรื่องราวลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสยามประเทศ ผ่านตัวละครหลักอย่าง แม่พลอย และตัวละครอื่นๆ ซึ่งแต่ละตัวละคร เสมือนตัวแทนของคนในยุคสมัยนั้น จึงทำให้ “สี่แผ่นดิน” ถูกยกให้เป็นวรรณกรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และถูกตีพิมพ์ สร้างเป็นละครโทรทัศน์ ละครเวที หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็ได้รับคำนิยมชมชอบมากมาย และล่าสุด “สี่แผ่นดิน” ได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบละครเวที แต่ที่ดูแปลกและน่าตื่นเต้นกว่าทุกครั้ง คือ การกลับมาครั้งนี้ในรูปแบบ ละครเวทีกลางแจ้ง ที่มีฉากหลังเป็น แม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อ  “สี่แผ่นดิน THE LEGEND MUSICAL @ LHONG 1919” จัดแสดงที่ โครงการ “ล้ง 1919” เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี “ล้ง 1919” ในวันที่ 29 พฤศจิกายน -15 ธันวาคม 2562 เพียง 10 รอบเท่านั้น การกลับมาครั้งนี้หากใครเป็นแฟน “สี่แผ่นดิน” คงตื่นเต้นไม่น้อย เพราะอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของเรื่องนอกจาก “แม่พลอย” ตัวละครหลักแล้ว “สายน้ำ – แม่น้ำ” เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญของเรื่อง เพราะ “ชีวิตของแม่พลอย เปรียบเสมือนสายน้ำ ที่ผันผวนปรวนแปรไปอย่างรวดเร็ว…สายน้ำที่มีขึ้น มีลง มีแห้งขอด บางครั้งไหลเชี่ยว หรือบางทีก็นิ่งสนิท สะท้อนชีวิตแม่พลอยที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว มีสุข และมีทุกข์ อันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต”  ในขณะที่ “ล้ง 1919” หรือ “ท่าเรือฮวย จุ่ง ล้ง” ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่มีเส้นชีวิตไม่ต่างจากแม่พลอยมากนัก คือ มีช่วงเวลาที่รุ่งเรือง และถูกลบเรือนไปตามกาลเวลา ก่อนที่จะได้ชมความอลังการของ สี่แผ่นดิน เวอร์ชั่นล่าสุด เรามาทำความรู้จัก เรียนรู้ชีวิตแม่พลอย และ ล้ง 1919 กัน จุดเริ่มต้นของสายน้ำที่หลั่งไหล แม่พลอย : บ้านเกิดแม่พลอยตั้งอยู่ที่ “คลองบางหลวง” แม่พลอย เป็นลูกของ “พระยาพิพิธ” และ “แม่แช่ม” (ภรรยารอง)…