• การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  กีฬา,  ประชาสัมพันธ์,  สุขภาพ

    มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ชวนวิ่งการกุศล กับงานวิ่งแห่งปี “AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์”

    มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมดีๆ สำหรับคนไทยกับงานวิ่งแห่งปี “AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” ณ ลานทางเชื่อม BTS สยามสแควร์วัน ชั้น G โดย “คุณ พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ทั้งนี้ยังมีคุณ “หนูดี วนิษา เรซ” และ “พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ ร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ สำหรับงาน “AIDS–ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และเพื่อระดมทุน/ทรัพยากรในการทำงานป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และช่วยเหลือเด็ก เยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก   AIDS-ALMOST ZERO RUN เป็นงานวิ่งการกุศลและสร้างความตระหนักให้กับสังคมได้มีส่วนร่วมที่จะนำพาประเทศไทยผ่านโค้งสุดท้าย เป็นประเทศที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ จะมี 2 กิจกรรมหลัก คือ AIDS-Almost Zero Run Event และ AIDS-Almost Zero Virtual Run โดยจะเชิญชวนผู้คนจากทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วมกิจกรรม และให้การสนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการระดมทุนทางสังคม ที่จะทำให้ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานยุติเอดส์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและขยายผลไปทั่วประเทศ เนื่องจากทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยการวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อคุณพร้อม จะที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งในวันงาน โดยความพิเศษของงานนี้คือเป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” หรือ “AIDS-ALMOST ZERO” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันเอดส์โลกคือวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องเอดส์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขจัดเอดส์ให้เป็นศูนย์ กิจกรรม AIDS-Almost Zero Run Event  ณ กระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี  และกิจกรรม AIDS-Almost Zero Virtual Run  ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม 2562 ทุกคนที่สมัครลงทะเบียนวิ่ง สามารถเก็บระยะทาง และส่งผลการวิ่งผ่านช่องทางที่ ผู้จัดกำหนดไว้ งานนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก “หนูดี – วนิษา เรซ” และ “หมอเอิง – พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ และยังมีตัวแทนในวิชาชีพสื่อ มาเป็นพลังร่วมขับเคลื่อนเพื่อยุติเอดส์ในประเทศไทย อาทิ  “ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ  เพ็ญพรรณ แหลมหลวง พัทรวี บุญประเสริฐ รณชัย ศิริขันธ์ ณัฏฐ์อาภา ผ่องทิพาภรณ์ ชุติมา พึ่งความสุข ธีรวัฒน์ พึ่งทอง ภรภัทร สุทธิประภา วศิน บุณยาคม…

  • ท่องเที่ยว & อาหาร,  สุขภาพ

    เมนูอาหารที่ผู้หญิงต้องมีไว้ในลิสต์

    ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความซับซ้อนทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เหวี่ยงขึ้นๆ ลง ๆ ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทั้งช่วงวันนั้นของเดือน อารมณ์และร่างกายที่เปลี่ยนแปลงในช่วงที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ หรืออารมณ์วัยทอง มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาหารก็เช่นเดียวกันถ้าเราเลือกอาหารที่เหมาะกับแต่ละภาวะอารมณ์และร่างกายก็จะทำให้ร่างกายมีภาวะที่สมดุลมากขึ้น และเป็นการรับมือที่ใครๆ ก็ทำได้ แพทย์แผนไทย คุณรินทร์ธนัน  จิตต์จงธรรม เจ้าของร้าน Ariya Organic Café  ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้แนะนำเมนูอาหารที่ผู้หญิงต้องมีไว้ในลิสต์ ดังนี้ เมนูเพื่อช่วงวันนั้นของเดือน ช่วงก่อนมีประจำเดือน ประมาณ 1 สัปดาห์ คุณผู้หญิงหลายคนอาจมีอาการไม่สบายกาย ไม่สบายอารมณ์ ท้องอืด บวม นอนไม่หลับ หงุดหงิด และในวันที่มีประจำเดือนเป็นช่วงวันที่ร่างกายมีการสูญเสียเลือดทำให้มีอาการปวดท้อง อ่อนเพลีย บางคนก็หิวบ่อย อาหารที่ดีมีประโยชน์ในช่วงนี้ ขอนำเสนอเป็นกลุ่มธัญพืช ด้วยถั่วและธัญพืชให้โปรตีนกับร่างกาย ผลไม้ เช่น กล้วย เพราะมีรสหวานลดภาวะอารมณ์ที่หงุดหงิดได้ดี มีโพแทสเซียมช่วยอาการอ่อนเพลีย รวมถึงผักใบเขียวที่มีธาตุเหล็กบำรุงเลือด เมนูที่นำเสนอ เป็นพาราไดซ์สลัด ซึ่งประกอบไปด้วยผักใบเขียว มะเขือเทศ ถั่วอัลมอนด์ พร้อมน้ำสลัดที่ทำจากถั่วอัลมอนด์ และธัญพืชที่ดีต่อสุขภาพ เมนูเพิ่มกรดโฟลิก เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และเตรียมพร้อมเพื่อเป็นคุณแม่ ช่วยสร้างน้ำนมหลังคลอด ป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการรักษาภาวะซีด หรือโลหิตจาง เพราะกรดโฟลิกมีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง เมนูที่ช่วยเพิ่มกรดโฟลิกให้กับร่างกาย ควรเป็นเมนูที่มีผักใบเขียว แครอท อโวคาโด้ ฟักทอง ถั่ว ตับ ไข่แดง แคนตาลูป  อย่าง เมนูอโวคาโด้ดีไลท์สลัด จัดได้ว่าลงตัวเพรามีส่วนประกอบทั้ง อโวคาโด้ชิ้นเต็มเกือบทั้งลูก แครอท และผักใบเขียว พร้อมน้ำสลัดที่ไร้ครีมหรือมายองเนส ได้กรดโฟลิกเต็มที่ดีต่อสุขภาพ เมนูเสริมแคลเซียม เพื่อป้องกันกระดูกพรุน และเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูก ทุกๆ วัยในผู้หญิงต้องการแคลเซียม แต่ละช่วงวัยก็จะต้องการปริมาณแคลเซียมที่แตกต่างกันไป วัยเด็ก เสริมแคลเซียมด้วยเมนูสวีทดีไลท์  เป็นเมนูอารมณ์ดีเหมาะสำหรับเด็กและทุกเพศทุกวัย  เพราะมีส่วนประกอบเป็นน้ำนมอัลมอนด์ ถั่วเหลือง ข้าวบาร์เล่ย์ ลูกมะเดื่อฝรั่ง และผลไม้อบแห้งอื่นๆ เด็กๆจะได้ขนมที่ดีมีประโยชน์ไม่หวานจนเกินไป บำรุงกระดูก และพัฒนาสมอง วัยทำงาน ต้องเป็น เมนูซูชิฟองเต้าหู้ เป็นอาหารที่รับประทานง่ายมีประโยชน์ต่อร่างกายให้พลังงานและแคลเซียมสูง ประกอบไปด้วยผักใบเขียวหลากชนิด และฟองเต้าหู้แบบเต็มคำ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซูชิรสชาติเด็ดเปรี้ยวจากมะนาวธรรมชาติเต็มๆลูก วัยเจริญพันธุ์ที่เตรียมตัวจะเป็นคุณแม่ต้องบำรุงด้วย เมนูสลัดเส้นหมี่ข้าวกล้องฟองเต้าหู้  ที่ประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทั้งเส้นหมี่ข้าวกล้อง ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว…

  • สุขภาพ

    เบลอ วูบ บ่อย…เสี่ยงโรคลมชัก แบบไม่ทันตั้งตัว

    พญ.รับพร ทักษิณวราจาร แพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า จากสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคลมชัก หรือ ลมบ้าหมู ประเภทที่ไม่มีอาการชักเกร็งมากถึง 650,000 คน แต่ได้รับการรักษาน้อยเพียง 1 ใน 10 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าโรคนี้กำลังเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย โดยอาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักหรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้  หากไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อยๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคสมองเสื่อมไวและส่งผลให้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชซ้ำซ้อนตามมาได้ถึงร้อยละ 30 พญ.รับพร ทักษิณวราจาร แพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคลมชัก หรือ  Epilepsy  หรือที่คนไทยเรียกว่า ลมบ้าหมู  จัดเป็นโรคของการเจ็บป่วยทางสมอง พบได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากพบในผู้ป่วยที่มีบกพร่องทางสติปัญญาโรคออทิสติกแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนที่มีร่างกายแข็งแรงได้อีกด้วย  โดยสาเหตุหลักนั้นเกิดจากเซลล์สมองที่มีนับล้านเซลล์ที่ทำงานเชื่อมโยงกันเหมือนวงจรไฟฟ้าและปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาผิดปกติพร้อมกันอย่างเฉียบพลัน จึงส่งผลให้การควบคุมการทำงานของสมองเสียไปชั่วขณะ  ซึ่งโรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมพันธุ์   ติดเชื้อในสมอง สมองขาดออกซิเจน  ดื่มสุรา  อุบัติเหตุทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง  หรือเซลล์สมองอยู่ผิดที่ หรือมีเนื้องอกในสมอง  โดยสถิติทั่วโลก มักพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 50 ล้านคน  โดย 2 ใน 3 อยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนในประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ 1  หรือมีประมาณ 650,000 คน ทั่วประเทศ  แต่สถิติการเข้ารับการรักษาพบว่ามีน้อยมาก ประมาณร้อยละ 10  โดยข้อมูลในปี 2558 มีผู้เข้ารับการรักษาจำนวน  79,385 คน  เป็นชาย 49,100 คน หญิง 30,285 คน โดยอาการของโรคลมชัก แบ่งเป็น 2 ลักษณะอาการ คือ 1. อาการชักกระตุกเกร็งไปทั้งตัวคล้ายกับลมบ้าหมู ลักษณะการชักแบบนี้จะเห็นได้ชัดเจน คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยและรู้จักว่าโรคลมบ้าหมู  2. อยู่ดี ๆ ก็มีอาการแบบเบลอๆ เหม่อลอย ไม่รู้สึกตัวหรือที่เรียกว่า “อาการวูบไปชั่วขณะ”  อาจมีตาค้างหรือตาเหลือกด้วยก็ได้   ส่วนมากมักพบในเด็กอายุ 6-14 ปี อาการของโรคลมชักชนิดนี้   คนไทยยังรู้จักน้อยมาก และมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการวูบหรือเป็นลมทั่วไป   จึงไม่ไปรับการรักษาอย่างทันท่วงที  ดังนั้น หากมีอาการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นใน 2 ลักษณะอาการ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักให้เร็วที่สุดและให้การรักษาตามสาเหตุ  เช่น หากอาการชักเกิดจากคลื่นสมองผิดปกติทั่วไป จะให้การรักษาด้วยยา เพื่อควบคุมอาการชัก โดยปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย  หากเกิดจากเนื้องอกในสมอง อาจใช้วิธีการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออก แต่หากผู้ที่มีอาการชักได้รับการรักษาเร็ว โดยเฉพาะหลังจากมีอาการครั้งแรก จะมีโอกาสหายขาดได้สูง และสามารถกลับมาเรียนหนังสือ หรือทำงานได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาก็จะมีอาการชักบ่อย  บางรายอาจเกิดเป็นชุด ๆหรือเกิดตลอดวันก็ได้   จะมีผลเสียที่เป็นอันตรายต่อชีวิต  โดยเฉพาะการชักแบบลมบ้าหมู อาจทำให้เซลล์สมองตาย  และทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อย   นอกจากนี้ร้อยละ 30  ส่งผลทำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาได้  ซึ่งถือเป็นภัยเงียบแบบไม่ทันตั้งตัว  การรักษาโรคลมชัก ผู้ป่วยจะต้องยึดหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ การรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง  อย่าหยุดยาเอง และไม่ลดจำนวนยาเอง  ต้องใช้เวลารักษาไม่ต่ำกว่า 2 ปี จึงจะควบคุมอาการชักที่ได้ผลดี  โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาปรับลดหรือหยุดยาให้เอง  โดยผู้ป่วยประมาณกว่าร้อยละ 70 จะมีโอกาสหายขาดได้  ส่วนอีกร้อยละ…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  สุขภาพ

    ม.มหิดล เปิดตัวห้องปฏิบัติการไฮเทค แห่งแรกของอาเซียน

    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา –   รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์  สุภัทรพันธุ์  รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในพิธีเปิด “หน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ณ อาคารวิทยาศาสตร์ 3 ห้องปฏิบัติการกลาง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา เวลา 14.00 น. ในงานดังกล่าว ได้มีการเปิดตัวและสาธิตห้องปฏิบัติการที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย สามารถเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านชีววิทยา จุลชีววิทยา ชีวเคมี และวิทยาศาสตร์การแพทย์แขนงต่างๆ โดยที่รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัลฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณร่วมกับเงินอุดหนุนของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีงบประมาณในการปรับปรุงทั้งกล้องระบบดิจิทัลและชุดโมเดลมีมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องเรียนและระบบปฏิบัติการแบบดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อยกระดับศักยภาพของห้องปฏิบัติการทางชีววิทยาเดิม โดยปรับปรุงเทคโนโลยีด้านกล้องจุลทรรศน์และเลนส์ประกอบ ที่สามารถต่อกับกล้องดิจิทัลความละเอียดสูง สามารถแสดงภาพขึ้นสู่จอโทรทัศน์ขนาด 40 นิ้ว ที่ติดตั้งสำหรับผู้เรียนทุกกลุ่มย่อยได้อย่างเจาะจง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้ออกแบบและจัดหาห้องควบคุมที่สามารถให้ผู้เรียนและผู้สอนสื่อสารกันได้แบบสองทิศทาง สามารถนำเสนอผลการศึกษาและภาพจากห้องเรียนหนึ่งไปสู่อีกห้องเรียนผ่านระบบ เพื่อช่วยให้เกิดแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้เรียนแบบ real-time ระบบดังกล่าวยังได้จัดอุปกรณ์สนับสนุน ได้แก่ แทบเลต ให้นักศึกษาทุกกลุ่มย่อย สามารถทำการบันทึกภาพ วิเคราะห์ และประมวลข้อมูลผลการทดลองได้อย่างรวดเร็ว คณะฯ ยังได้ทำการเพิ่มจุดสัญญาณอินเตอร์เน็ตภายในห้องเรียน ทำให้นักศึกษาสามารถใช้อุปกรณ์สื่อสารของตนเองดาวน์โหลดข้อมูลจากผลปฏิบัติการ ทำการทดสอบบทเรียน ส่งงาน และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างอิสระกว้างขวาง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมศักยภาพและทักษะการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด การเปิดตัวของหน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัลฯ ในครั้งนี้ เป็นการแสดงความสำเร็จในเฟสแรกของโครงการ ที่ออกแบบระบบห้องปฏิบัติการ 2 ห้องให้สามารถรองรับการเรียนได้พร้อมกัน 40 กลุ่ม ทำให้เรียนสามารถเรียนพร้อมกันได้จำนวน 250 คน ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 6 ห้อง ในปี 2563 จะสามารถรองรับผู้เรียนได้พร้อมกันได้กว่า 800 คน เป็นระบบที่มีศักยภาพทันสมัยในระดับแนวหน้าของอาเซียน ทั้งนี้  รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์  สุภัทรพันธุ์  ประธานในพิธีเปิดฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หน่วยปฏิบัติการชีววิทยาศาสตร์ระบบดิจิทัล ของคณะวิทยาศาสตร์ เป็นระบบปฏิบัติการที่มีศักยภาพความพร้อมในการรองรับทั้งงานวิจัย การเรียนการสอน และการจัดอบรมเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรอิสระ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับการเรียนการสอนชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ทันสมัยได้มาตรฐานระดับโลกและเหมาะสมกับผู้เรียนในทุกระดับ อันจะเป็นประโยชน์ที่เกิดกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ของประเทศในวงกว้างต่อไป…

  • ท่องเที่ยว & อาหาร,  สุขภาพ,  เกษตร

    สวนสามพราน-มูลนิธิสังคมสุขใจ จัดงานครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ เผย 9 ปี สร้างเงินหมุนเวียนเป็นรายได้เกษตรกรอินทรีย์ และชุมชน มากกว่า 214 ล้านบาท เริ่มเปิดโซนวันธรรมดา ตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

    ตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดงาน”ครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ” พร้อมเปิดแนวคิดการยกระดับตลาดสะท้อนการรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์อย่างเข้มแข็งภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม (PGS) การบริหารจัดการตลาดอย่างมีระบบและมีส่วนร่วม และสะท้อนการเติบโตของสังคมอินทรีย์โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการวัตถุดิบอินทรีย์และการเรียนรู้มากขึ้น รวมถึงสะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการ องค์กร ที่ต้องการมาเรียนรู้วิถีการดำเนินธุรกิจเกื้อกูลสังคม หรือสามพรานโมเดล ที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของสวนสามพราน ที่นำไปสู่การเปิดตลาดสุขใจ การขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Thai Organic Platformเชื่อมโยงห่วงโซ่อินทรีย์ทั้งระบบ และให้ผู้บริโภคเข้าถึงสังคมอินทรีย์ และเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ในงานครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ ที่จัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์และราษฎรอาวุโส มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยมีคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิสังคมสุขใจ รายงานถึงความเป็นมาและก้าวสำคัญของตลาดสุขใจ นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เปิดเผยว่า ตลาดสุขใจเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2553 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 9 ปี แล้ว มีจำนวนผู้บริโภค มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดสุขใจมากขึ้นทุกปี โดยรวมระยะเวลา9 ปี จำนวนกว่า 833,000 คน สร้างรายได้ให้เกษตรกรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 16 กลุ่ม 180 ครอบครัว และชุมชนที่ได้เปิดพื้นที่เข้ามาจำหน่ายอาหารอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นเงิน หมุนเวียนในตลาดและเป็นรายได้ตรงถึงเกษตรกรอินทรีย์และชุมชนตลอดระยะเวลา 9 ปี รวมมูลค่าประมาณ 214 ล้านบาท เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ยังได้ เล่า ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดสุขใจ ในปี 2562 ซึ่งมีการปรับพื้นที่ตลาดสุขใจใหม่ และดำเนินการจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ว่านอกจากการปรับพื้นที่แล้ว ในส่วนคุณภาพมีการยกระดับความเป็นอินทรีย์ และการจัดพื้นที่เพื่อสะท้อนการทำงานร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม “เราปรับพื้นที่บริเวณตลาดสุขใจใหม่ ให้เชื่อมโยงกับโซน Patom Organic Village และกิจกรรมในสวนสามพราน ซึ่งมีการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เพื่อให้ทุกคนเห็นความเชื่อมโยงของเส้นทางวัตถุดิบและอาหารตั้งแต่ต้นทางการผลิต การแปรรูป และมาสู่ผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ โดยจากการปรับปรุงนี้ทำให้ผู้บริโภค ได้รับความสะดวกในการซื้อสินค้า รวมถึงได้เห็นการขับเคลื่อนเกษตรกรอินทรีย์ ที่แต่ละร้านจะมีป้ายชื่อกลุ่มเกษตรกร รวมถึงใบประกาศข้อตกลงร่วม (PGS) ของทั้งตลาดสุขใจและของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์…