• การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  เกษตร

    สร้างประเทศให้เจริญด้วยการจัดการ “น้ำ” ภาคอีสานอย่างเป็นระบบ

    บทความ : ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษยชาติ การละเลยไม่ให้ความสำคัญ “น้ำ” ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์ ทรัพยากร “น้ำ” สำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติพบว่า ภายในปี 2025 ประชากรกว่า 7 พันล้านคนจาก 60 ประเทศจะประสบภาวะการขาดแคลนน้ำรุนแรง ซึ่งพื้นที่ที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในขั้นวิกฤติจะมีอัตราการใช้น้ำสูงถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี และมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนน้ำรุนแรงมากยิ่งๆ ขึ้นจนถึง 1,700 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  โดยองค์การน้ำโลกคาดการณ์ว่าจะเกิดการแย่งชิงน้ำเกิดขึ้นในปี 2050 จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เราจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้หลักของคนส่วนใหญ่มาจากอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ “น้ำ” เป็นปัจจัยหลักในการผลิตและดำรงชีพ ประเทศไทย  ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เคยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงแนะนำให้พสกนิกรทำการเกษตรแบบพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ ให้ลดการพึ่งพิงกระแสทุนนิยม เพื่อให้ลูกหลานไทยทั้งประเทศอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีโดยถ้วนทั่ว มิใช่แบบ “รวยกระจุก จนกระจาย” หากไม่หลอกตนเอง ก็จะสามารถรับรู้ถึงสัญชาตญาณภายในได้ว่า ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทหรือโรงงานเลิกจ้าง ลูกหลานไทยค่อนประเทศจะต้องย้อนกลับไปทำ “อาชีพเกษตรกรรม” เพื่อตั้งหลักรอโอกาสใหม่ ๆ ในครั้งต่อไป  เพราะสาขาอาชีพนี้ คือสิ่งที่คนไทยและบรรพบุรุษ มีความชำนาญที่สุด มีความถนัดมากกว่าการไปผลิตโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ อู่ซ่อมเครื่องบิน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งไม่รู้ว่าจะอีกกี่ชาติจึงจะสามารถพัฒนาคุณภาพแข่งข้นกับเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาได้  แต่ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญส่งเสริมให้ประชาชนหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลิตผลภาคการเกษตร ทำตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ช่วยก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านอาหาร เช่น การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารออร์แกนิคของโลก ส่งออกอาหารเพื่อสุขภาพให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ให้ผู้คนชนทั่วโลกควรจะต้องมาดูงานมาศึกษา ว่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทุเรียนอินทรีย์ ลำไยอินทรีย์ มะม่วงอินทรีย์ ฯลฯ เขามีวิธีการผลิตและแปรรูปอย่างไร จึงมีคุณภาพดีเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ ถ้ามีความชัดเจนว่าวิถีคนไทย คือ วิถีเกษตรกรรม ก็ควรหันมาทุ่มเทเรื่องการบริหารจัดการ “น้ำ” ทั้งประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน โดยอาจจะเริ่มต้นที่ภาคอีสานก่อนก็ได้ เนื่องด้วยมีจำนวนประชากรและพื้นที่การเกษตรมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 103.5 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ แต่ขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูก และยังคงวนเวียนอยู่กับนิยามของคำที่นักข่าวแถลงบ่อย ๆ คือ “น้ำท่วม และฝนแล้ง ซ้ำซาก” วิธีการผันน้ำโขงในช่วงหน้าฝน ซึ่งปริมาณน้ำในโขงจะสูงขึ้นจาก โขด หิน เกาะแก่งใต้ท้องน้ำ ตรงบริเวณจังหวัดเลย ช่วยทำให้การผันน้ำจากแม่น้ำโขง ไม่กระทบกับกฎหมายภาคีกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และทำการขยายพื้นที่รับน้ำ สร้างอุโมงค์ผ่านช่องเขา สร้างคลองชลประทาน คลองไส้ไก่ผันน้ำตามแรงโน้มถ่วง ต่อไปยังเขื่อนอุบลรัตน์ หล่อเลี้ยงลุ่มน้ำโขงอีสานบน อีกเส้นทางตรงไปยังพื้นที่อีสานตอนกลางคือ ลุ่มน้ำชี และต่อไปยังลุ่มน้ำมูล ซึ่งเป็นอีสานตอนล่าง ซึ่งก็จะช่วยทำให้อีสานทั้งหมดมีน้ำไว้ใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้อย่างคุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แต่ถ้าลงลึกในรายละเอียด ยังพบปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่มากมาย เช่น…

  • ท่องเที่ยว & อาหาร,  สุขภาพ,  เกษตร

    สวนสามพราน-มูลนิธิสังคมสุขใจ จัดงานครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ เผย 9 ปี สร้างเงินหมุนเวียนเป็นรายได้เกษตรกรอินทรีย์ และชุมชน มากกว่า 214 ล้านบาท เริ่มเปิดโซนวันธรรมดา ตั้งแต่ 11 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

    ตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดงาน”ครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ” พร้อมเปิดแนวคิดการยกระดับตลาดสะท้อนการรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์อย่างเข้มแข็งภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม (PGS) การบริหารจัดการตลาดอย่างมีระบบและมีส่วนร่วม และสะท้อนการเติบโตของสังคมอินทรีย์โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการวัตถุดิบอินทรีย์และการเรียนรู้มากขึ้น รวมถึงสะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการ องค์กร ที่ต้องการมาเรียนรู้วิถีการดำเนินธุรกิจเกื้อกูลสังคม หรือสามพรานโมเดล ที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของสวนสามพราน ที่นำไปสู่การเปิดตลาดสุขใจ การขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Thai Organic Platformเชื่อมโยงห่วงโซ่อินทรีย์ทั้งระบบ และให้ผู้บริโภคเข้าถึงสังคมอินทรีย์ และเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น ในงานครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ ที่จัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์และราษฎรอาวุโส มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยมีคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิสังคมสุขใจ รายงานถึงความเป็นมาและก้าวสำคัญของตลาดสุขใจ นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เปิดเผยว่า ตลาดสุขใจเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2553 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 9 ปี แล้ว มีจำนวนผู้บริโภค มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดสุขใจมากขึ้นทุกปี โดยรวมระยะเวลา9 ปี จำนวนกว่า 833,000 คน สร้างรายได้ให้เกษตรกรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 16 กลุ่ม 180 ครอบครัว และชุมชนที่ได้เปิดพื้นที่เข้ามาจำหน่ายอาหารอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นเงิน หมุนเวียนในตลาดและเป็นรายได้ตรงถึงเกษตรกรอินทรีย์และชุมชนตลอดระยะเวลา 9 ปี รวมมูลค่าประมาณ 214 ล้านบาท เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ยังได้ เล่า ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดสุขใจ ในปี 2562 ซึ่งมีการปรับพื้นที่ตลาดสุขใจใหม่ และดำเนินการจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ว่านอกจากการปรับพื้นที่แล้ว ในส่วนคุณภาพมีการยกระดับความเป็นอินทรีย์ และการจัดพื้นที่เพื่อสะท้อนการทำงานร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม “เราปรับพื้นที่บริเวณตลาดสุขใจใหม่ ให้เชื่อมโยงกับโซน Patom Organic Village และกิจกรรมในสวนสามพราน ซึ่งมีการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เพื่อให้ทุกคนเห็นความเชื่อมโยงของเส้นทางวัตถุดิบและอาหารตั้งแต่ต้นทางการผลิต การแปรรูป และมาสู่ผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ โดยจากการปรับปรุงนี้ทำให้ผู้บริโภค ได้รับความสะดวกในการซื้อสินค้า รวมถึงได้เห็นการขับเคลื่อนเกษตรกรอินทรีย์ ที่แต่ละร้านจะมีป้ายชื่อกลุ่มเกษตรกร รวมถึงใบประกาศข้อตกลงร่วม (PGS) ของทั้งตลาดสุขใจและของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  การเมือง-เศรษฐกิจ,  สุขภาพ,  เกษตร

    อ้อย น้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวล ปีหน้าคาดการณ์เจ๊ง 1.5 แสนล้าน หากแบนสารกำจัดวัชพืช

    สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย จัดประชุมหารือและประมวลข้อมูลผลกระทบในกลุ่มอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวข้อง พบตัวเลขสุดช็อก หากเดินหน้าตามนโยบายเกษตรแบน 3 สารเคมีเกษตร เกิดความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะ ส่งผลกระทบสูงถึง  1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องเพิ่มขึ้น สะท้อนผลงานบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สอบตกทั้งชุด ดร. กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภทได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดับสำคัญในกิจการต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ พาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ทั้งในระดับเกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร และการส่งออก ดังนี้ จากการคาดการณ์ ผลผลิตจะลดลง 20%-50% ถ้าไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปถึง 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังส่วนใบและยอด ซึ่งใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตาลทรายดิบจะหายไปประมาณ 6.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งกากน้ำตาลจะหายไป 3.3 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ 1 หมื่นล้านบาท สร้างความเสียหายต่อการผลิตเอทานอลประมาณ 8.4 ร้อยล้านลิตร คิดเป็นรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน กากชานอ้อย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะหายไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน สูญรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 67.4 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั้งปีจาก 2 เขื่อนใหญ่…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  ท่องเที่ยว & อาหาร,  เกษตร

    อพท. เปิดตัว 4 เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชื่อมโยงเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก ชูกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    อพท. ผนึกรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น ชู 4 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก นำร่อง “เพชรบุรี-ประจวบฯ”  ส่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์-อัตลักษณ์จังหวัด ในธีม “รัก แลก พบ” เปิด 4 เส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนในมุมมองใหม่ นำไอเดียการตลาดส่งเสริมดึงดูดความสนใจ พร้อมเพิ่มมูลค่าด้วยครีเอทีฟไอเดีย กับ Creative Tourism    หวังกระจายรายได้-นักท่องเที่ยว พร้อมดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เล็งแบ่งเงินจัดตั้งกองทุนชุมชน สร้างการศึกษา-อัพเกรดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ นายสุเทพ เกื้อสังข์ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และในฐานะประธานคณะทำงาน กล่าวว่า “จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลาย และแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว มีเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เช่น ชายหาด อุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวทางนันทนาการ ตลอดจนโครงการตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนที่น่าสนใจจำนวนมาก ถึงแม้จะเป็นจังหวัดติดทะเลเหมือนกัน แต่กิจกรรมการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวมีความแตกต่างกัน สำหรับจังหวัดเพชรบุรีนั้นมีความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โครงการพระราชดำริฯ พื้นที่ป่าชายเลน โดดเด่นด้านการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตเกษตร และกลุ่มชาติพันธุ์ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่ อพท. กำหนดตำแหน่งทางการตลาดไว้นั้น จะสอดคล้องกับอัตลักษณ์และบริบทของพื้นที่นั้นๆ ส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น มีชายหาด   หัวหินที่สวยงาม อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ จึงได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยนำจุดเด่น จุดขายที่หลากหลายของทั้งสองจังหวัด สร้างความเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักกับแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน เพิ่มความน่าสนใจด้วย กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในแต่ละเส้นทางอย่างลงตัว ทั้ง 4 เส้นทาง คือ เส้นทางท่องเที่ยว จ.เพชรบุรี ภายใต้ธีม “เพชรริมเล เสน่ห์ชุมชน” เส้นทางที่ 2 เส้นทางท่องเที่ยว   จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในธีม “ประจวบอัศจรรย์ สีสันชุมชน” เส้นทางที่ 3 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ใช้ธีมว่า “ดูเล แลเมือง ร้อยเรื่องชุมชน” และเส้นทางสุดท้าย ธีม “สร้างสุข บำรุงใจ” คือ เส้นทางท่องเที่ยวอารยสถาปัตย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้พิการ ที่เคลื่อนไหวยาก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ในการส่งเสริมให้ได้ออกท่องเที่ยวกับครอบครัว อีกด้วย” นายสุเทพ เกื้อสังข์ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ในฐานะประธานคณะทำงาน เปิดเผยต่อว่า อพท. เตรียมประกาศพื้นที่พิเศษ โดยนำร่องยกระดับพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเริ่มจากการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก จำนวน 4 เส้นทาง โดยภายหลังจากการลงพื้นที่เสาะหาแหล่งและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นนั้น…

  • ท่องเที่ยว & อาหาร,  สุขภาพ,  เกษตร

    “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์”

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จัดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” เพื่อให้ความรู้เรื่องคุณประโยชน์ของน้ำมันเมล็ดชา การสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่สูงด้วยการปลูกต้นชาน้ำมัน การฟื้นฟูป่าไม้ รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์ และผลิตผลจากการพัฒนาโครงการของมูลนิธิชัยพัฒนา ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้จักและมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น การจัดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” ครั้งนี้ ถือเป็นการสัญจรครั้งที่ 5 โดยใน ครั้งที่ 1 ได้จัดที่ห้างเดอะมอลล์ โคราช เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน เดือนธันวาคม 2561 ครั้งที่ 3 จัดขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์บางแค เดือนมกราคม 2562 และครั้งที่ 4 จัดขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดงานทั้ง 4 ครั้ง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประชาชนได้รู้จักน้ำมันเมล็ดชาและสินค้าของ ภัทรพัฒน์ เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดแนวคิดในการจัดงานสัญจรต่อเนื่องไปยังภูมิภาคและสถานที่ต่างๆ และสำหรับ “เทศกาลน้ำมันเมล็ดชา ภัทรพัฒน์” มูลนิธิชัยพัฒนา สัญจร ครั้งที่ 5 ณ ห้างสรรพสินค้าพารากอน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 20 พฤศจิกายน 2562 บริเวณชั้น G กูร์เมต์ มาร์เก็ต นับเป็นอีกครั้งของความร่วมมืออันดีระหว่าง มูลนิธิชัยพัฒนา และ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เพื่อเผยแพร่พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เรื่อง “คนอยู่ร่วมกับป่า” และพระราชดำริใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา ให้นำเมล็ดพันธุ์ต้นชาน้ำมันจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาศึกษาทดลองปลูกในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นให้คนไทยใส่ใจในสุขภาพ โดยในวันเปิดงานได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล…