สังคม,  หนังสือน่าอ่าน

“ฉันเชื่อในสิ่งที่เห็น แล้วก็พลาดในสิ่งที่เชื่อ”

ห้องสมุดฟลิ้นท์
“ขจรศักดิ์”
แปลและเรียบเรียง
Credit: Rensgeng5.com
賣水果-王兴菜作品

ฉันเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือ ที่ตั้งของร้านอยู่บนซอยที่ยาวมากๆ มีผู้คนทั้งที่อาศัยและทำการค้าเป็นร้อยครัวเรือน และก็มักจะมีผู้คนนำสิ่งของสารพัดชนิดมาเดินเร่ขายในซอย

บ่ายวันนี้ ฝนตกหนักมาก พอฝนหยุด ฉันก็รีบออกจากร้านไปทำธุระแถวๆนั้น พอเดินมาถึงปากซอย ก็พบเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุคงราวๆสักสิบสอง

สิบสามขวบ เนื้อตัวเปียกปอน บนหลังเขาแบกเข่งค่อนข้างใหญ่ไว้ใบหนึ่ง

พอเห็นฉันมองดูเขา เขาก็พูดกับฉันแบบกล้าๆกลัวๆว่า “คุณน้าสนใจจะอุดหนุนลูกแพร์ไหมครับ เพิ่งเด็ดจากต้นมาสดๆ อร่อยนะครับ” ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบทานลูกแพร์นัก กำลังคิดจะปฏิเสธ แต่พอเห็นแววตาที่คาดหวังของเด็กน้อย พร้อมกับเนื้อตัวที่เปียกปอน ผมเผ้าก็เปียกแฉะ เกิดใจอ่อนขึ้นมา เลยถามไปว่า “ลูกแพร์พวกนี้แบกมาขายเองเหรอ”

เด็กน้อยรีบผงกหัวด้วยรอยยิ้ม “ใช่ครับ ผมเดินทางมาจากหมู่บ้านเชิงเขาด้านตะวันตก ระยะทางสามสิบกว่าลี้ พอดีเจอฝนตกหนักระหว่างทาง เนื้อตัวเลยเปียกหมด”

ฉันมองดูลูกแพร์ที่อยู่ในเข่ง กะเคร่าๆว่าคงประมาณเกินยี่สิบชั่ง มองดูเด็กน้อยที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลพอควร พร้อมแบกเข่งใบเขื่องที่ใหญ่กว่าตัว คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เลยถามไปว่า “ขายยังไง”

พอเห็นฉันถามราคา เด็กน้อยยิ่งดีใจใหญ่ “คุณน้า ผมขายแค่สองหยวนต่อชั่ง เพิ่งเด็ดจากต้นในบ้านผมเอง ทั้งอร่อยทั้งถูก”

ฉันยิ้มก่อนพูดว่า “พูดเก่งนี่เรา ถ้าน้าจะเหมาหมด คิดเท่าไหร่”

เด็กน้อยมีแววตาตื่นเต้น “คุณน้าคงไม่ได้พูดเล่นนะครับ ผมชั่งมาจากบ้านแล้ว ทั้งหมดยี่สิบสองชั่ง ถ้าคุณน้าเหมาหมด ผมคิดแค่ยี่สิบชั่งก็พอ รวมเป็นเงินสี่สิบหยวนครับ คุณน้า”

เด็กน้อยพูดจาดี คำก็คุณน้า สองคำก็คุณน้า ฟังแล้วสบายใจจริงๆ เงินสี่สิบหยวนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับฐานะอย่างฉัน จึงควักเงินสี่สิบหยวนออกมาจ่ายไปทันที เด็กน้อยรีบหยิบย่ามจักสานออกมาสองใบใหญ่ เทลูกแพร์ทั้งหมดออกมาได้สองถุงใหญ่แล้วยื่นให้ฉัน

ฉันรับลูกแพร์ถือไว้ในมือพร้อมถามว่า “ทำไมขายแต่ลูกแพร์ แล้วไม่ขายผลไม้อย่างอื่นเหรอ”

เด็กน้อยตอบด้วยความสบายใจ “บ้านผมมีต้นลูกแพร์อยู่แค่ต้นเดียว ปีนี้ออกลูกมาไม่มากนัก พ่อแม่ผมก็ออกไปทำงานต่างถิ่นกันหมด เหลือผมอยู่กับปู่และย่าเท่านั้นเอง ปู่บอกว่าต้นลูกแพร์นี้ให้ผมดูแล ผมก็เลยเด็ดมาขายเข่งนึง ขายได้เงินเท่าไหร่ปู่ยกให้ผม ผมเหลือลูกแพร์ไว้บนต้นหน่อยนึงให้ปู่กับย่า” เด็กน้อยพูดด้วยหน้าตาที่สดใส แบกเข่งเปล่าขอตัวเดินจากฉันไปด้วยความปรีดาพร้อมคำขอบคุณอีกหลายๆ คำ

ฉันมองดูลูกแพร์สองถุงใหญ่ในมือ ตัดสินใจแบกกลับไปเก็บไว้ที่บ้านก่อน ใช้เวลาสิบกว่านาทีกับการเดินไปและเดินกลับ พอกลับมาถึงปากซอยอีกครั้ง เอ้า เด็กน้อยคนเดินกลับมายืนอยู่ที่เดิม พร้อมผลไม้เข่งใหม่บนหลังเขา ผู้ชายวันกลางคนคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับเขา ท่าทางคงกำลังตัดสินใจจะซื้อ

ฉันรู้ทันที่ว่าฉันถูกหลอกแล้ว เคยได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนเขาเล่าสู่กันฟังบ่อยๆ ว่า มักมีพวกพ่อค้าจากถิ่นอื่นนำเอาผลไม้มาขายกันเป็นคันรถ แล้วจ้างชาวบ้านท้องถิ่นมาเดินเร่ขาย แต่โกหกว่าผลไม้มาจากสวนของตนเอง ทำให้คนซื้อตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น อาจจะเพราะอยากอุดหนุนคนกันเอง และคิดว่าคงไม่ค่อยมีสารกำจัดแมลงที่รุนแรง พอคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเด็กน้อย แล้วถามด้วยเสียงที่เย็นชาว่า “คราวนี้ขายผลไม้อะไรอีก”

เด็กน้อยหันมามองหน้าฉันด้วยความตกใจ หน้าซีดทันที ตอบด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า “อะ…องุ่นครับ…คุณน้า”

“เอ้า ก็เห็นบอกว่าทั้งบ้านมีต้นลูกแพร์อยู่แค่ต้นเดียว แล้วต้นลูกแพร์ที่บ้านยังสามารถออกลูกเป็นองุ่นอีกเหรอ”

เด็กน้อยก้มหน้า ตอบด้วยเสียงบางเบาว่า “องุ่นพวกนี้ ผมช่วยคนอื่นขายครับ” ผู้ชายคนที่กำลังควักเงินจะซื้อ พอได้ยินคำสนทนาของเราก็เปลี่ยนใจทันที “เอ้า เมื่อกี้เพิ่งจะบอกว่าองุ่นพวกนี้ปลูกในบ้านตัวเอง อายุแค่นี้ก็หัดโกหกหน้าตาเฉยเลยเหรอ ไม่ไหว….” แกเดินจากไปด้วยความโกรธ

ฉันถือโอกาสยืนสั่งสอนเด็กน้อยอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินจากไปทำธุระด้วยอารมณ์ที่ไม่โสภานัก เดินไปได้ไกลพอควร ยังทำใจไม่ค่อยได้ หันหลังกลับไปมองอีกครั้ง เห็นเด็กน้อยนั่งอยู่บนโขดหินข้างทาง ก้มหน้าเช็ดน้ำตาด้วยความเสียใจ

ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เมื่อครู่นี้คงจะพูดรุนแรงไปหน่อย แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะส่งเสริม และคนสมัยนี้ก็ย่ำแย่เต็มแก่ เพื่อเงินไม่กี่มากน้อยก็ใช้เด็กมาเดินขายแบบแหกตา ทำให้เด็กต้องมารับตราบาปไปเปล่าๆ คงต้องรณรงค์ให้คนทั้งซอยมาต่อต้านขบวนการแหกตาพวกนี้ให้ได้

กว่าจะเสร็จธุระก็กินเวลาไปร่วมชั่วโมง พอใกล้ถึงบ้านก็ยังเห็นเด็กน้อยยืนขายอยู่ แต่ห่างจากที่เดิมพอสมควร สงสัยคงขายไม่ดี มองดูรู้สึกองุ่นยังเต็มเข่งอยู่ สีหน้าเขาหดหู่มาก พอเห็นฉันเดินมา เขารีบยืนชิดกำแพง ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตาฉัน

เห็นสีหน้าที่เศร้าโศกขนาดนี้ บอกตรงๆ ว่าฉันก็รู้สึกย่ำแย่เหมือนกัน ถ้าเป็นวันอื่นๆ ฉันคงควักเงินเหมาหมดเข่งไปแล้ว แต่วันนี้คงทำแบบนั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะจะทำให้ได้ใจกันใหญ่ เกรงว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะได้แบกเอาส้มเอย แอปเปิ้ลเอย กล้วยเอยมาขายกันไม่หยุดไม่หย่อน

กลับถึงบ้านตรงขึ้นชั้นบน เตรียมอาหารมื้อเย็นเสร็จ เดินออกมากวาดระเบียง มองไปข้างล่าง เอ้า เด็กน้อยคนเมื่อกี้อีกแล้ว กำลังแบกเข่งเดินลับๆ ล่อๆ เลี้ยวมาทางหลังบ้านฉัน หลังบ้านฉันเป็นที่ดินที่ยังไม่พัฒนา มีแต่พงหญ้าที่รกรุงรังผืนใหญ่ แล้วนี่เขากำลังจะทำอะไร

ฉันเดินตามดูเด็กน้อยจากบนบ้าน พอเขาเดินมาถึงพงหญ้าก็เหลียวมองดูรอบข้างอีกครั้ง พอรู้ว่าปลอดคนก็ปลดเข่งจากข้างหลังแล้วย่อตัวลง ค่อยๆ หยิบเอาพวงองุ่นออกจากเข่งทีละพวง แล้ววางลงบนพงหญ้า สุดท้ายเหลือองุ่นอยู่ประมาณครึ่งเข่งแล้วค่อยลุกขึ้นยืน เขาหยิบเอาเงินสี่สิบหยวนที่ได้จากการขายลูกแพร์ออกจากกระเป๋า มองดูเงินในกำมือ ชั่งใจอยู่พักใหญ่ แบ่งออกมายี่สิบหยวน แล้วม้วนกำไว้ในกำมือ หันกลับไปมองดูกององุ่นด้วยความเสียดาย แล้วเขาก็แบกเอาครึ่งเข่งที่เหลือเดินผ่านซอกเล็กๆ ข้างบ้านฉัน แล้วเดินจากไป

ฉันงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เด็กน้อยคนนี้กำลังทำอะไร ทำไมต้องเอาองุ่นมาซ่อนไว้ในพงหญ้า น่าสงสัยเหลือเกิน อยากรู้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วฉันก็ตัดสินใจวิ่งลงมาชั้นล่างสะกดรอยตามเขาไป

เด็กน้อยเดินตรงมาถึงปากซอย แล้วก็ยังเดินต่อไป ฉันเดินตามเขาอยู่ห่างๆ แล้วเขาก็เดินมาถึงสวนสาธารณะของท้องถิ่น

ฉันเห็นเด็กผู้หญิงอีกคนนั่งอยู่บนม้าหินที่อยู่หน้าสวน อายุคงจะพอๆ กัน ข้างหน้าเขามีเข่งเปล่าวางอยู่ใบหนึ่ง พอเห็นเด็กผู้ชายกลับมา เธอดีใจรีบลุกขึ้นยืน

พอดีข้างๆ ม้านั่งเป็นกำแพงกั้นอยู่ ฉันเดินเลี้ยวไปหลบตัวอยู่หลังกำแพง ได้ยินเสียงเด็กชายพูดกับเด็กหญิงว่า “ขอโทษ องุ่นขายไปได้แค่ครึ่งเดียว สองหยวนต่อชั่ง นี่คือเงินยี่สิบหยวนของเธอ”

น้ำเสียงเธอดีใจ “ขอบคุณพี่มากๆ ถ้าไม่ได้พี่ช่วยขาย สงสัยครึ่งเข่งก็ยังขายไม่ได้ ใครจจะคิดว่าขาฉันเกิดแพลงขึ้นมาอย่างกระทันหัน”

เด็กชายพูดกับเธอด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “ความจริงพี่น่าจะขายองุ่นได้หมดเข่งตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอดีมีเรื่องเข้าใจผิดเกิดขึ้น ก็เลยขายไม่ได้ แย่จริงๆ”

เด็กหญิงถาม “เข้าใจผิดเรื่องอะไรกันเหรอ”

เด็กชายเล่าต่ออย่างหมดเรี่ยวแรง “ก็พอดีคุณน้าใจดีท่านที่เหมาลูกแพร์ของพี่ไปจนหมดในตอนแรก กลับมาพบพี่ขายองุ่นอีก เลยคิดว่าพี่รับจ้างพวกพ่อค้าขายผลไม้มาเดินสายเร่ขายของแหกตาชาวบ้าน พอคุณน้าโวยวายขึ้นมา ก็เลยไม่มีใครซื้อองุ่นของเราอีกเลย” พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ฉันรู้ทันทีว่าฉันคงต้องเข้าใจอะไรผิดแน่นอน จึงเดินออกมาจากหลังกำแพง เด็กขายเห็นฉันอีกครั้งด้วยความตกใจ พูดอะไรไม่ออก

ฉันแกล้งตีหน้าบึ้ง “มันเรื่องอะไรกันแน่ เล่าให้ฟังอย่างละเอียด ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ฉันจะคืนลูกแพร์ที่ซื้อทั้งหมด”

เด็กชายมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที คราวนี้พูดจาลิ้นพันกันจนฟังไม่รู้เรื่อง กลับเป็นเด็กหญิงที่มีฝีปากฉะฉานตอบฉันว่า “คุณคือคุณน้าใจดีที่อุดหนุนลูกแพร์จนหมดใช่ไหมคะ เรื่องเป็นอย่างงี้ค่ะ เราสองคนเป็นเพื่อนบ้านกัน บ้านของพี่เขามีต้นลูกแพร์อยู่ต้นหนึ่ง ส่วนที่บ้านหนูมีแปลงองุ่นอยู่แปลงหนึ่ง พอดีผลไม้ของเราสุกไล่ๆกัน เลยนัดกันเอามาขายพร้อมกันในเมือง ตั้งใจกันว่าพอได้เงินแล้ว พี่เขาจะเอาเงินไปซื้อ “พจนานุกรมสำนวนจีน” ส่วนของหนูจะซื้อ “พจนานุกรมภาษาจีน” พวกเราทั้งคู่ใกล้จบมัธยมต้นแล้ว คุณครูบอกว่า นี่ล้วนเป็นหนังสือคู่มือที่จำเป็นสำหรับพวกเรา…..ระหว่างทางจากบ้านมาที่นี่ พวกเราเจอฝนที่หนักมาก หนูหกล้มขาแพลงระหว่างทาง เพราะเส้นทางลื่นมาก หนูถอดใจคิดว่าจะเดินกลับบ้านทันที แต่พี่เขาไม่ยอม เลยช่วยประคองหนูจนเดินทางมาถึงที่นี่ พอมาถึงพี่เขาก็ให้หนูนั่งพักอยู่ตรงนี้ แล้วพี่เขาก็นำเอาผลไม้ทั้งหมดไปขายแต่เพียงผู้เดียว……”

พอฟังมาถึงตรงนี้ ใจฉันเจ็บจี๊ดเหมือนโดนมีดกรีด เจ็บใจตัวเองเหลือเกิน อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว มองดูก็รู้ว่าเด็กผู้ชายต้องเป็นเด็กดีแน่ๆ แต่ฉันกลับเอาเขาไปเปรียบเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ

ฉันยิ้มให้เด็กชาย “แล้วทำไมไม่เล่าเรื่องทั้งหมดให้น้าฟังตั้งแต่แรก ทำให้เข้าใจผิดไปหมด องุ่นที่เหลือทั้งหมด น้าเหมาหมดละกัน”

เด็กสองคนดีใจมาก “คุณน้า องุ่นคงเหลือสักสิบกว่าชั่ง หนูคิดเงินคุณน้ายี่สิบหยวนก็พอค่ะ”

ฉันหยิบเงินจากกระเป๋ามาสี่สิบหยวน ยื่นให้ทั้งคู่คนละยี่สิบหยวน เด็กผู้ชายบอกว่า “คุณน้าให้เกินมายี่สิบหยวนครับ”

ฉันยิ้ม “ให้เกินหรือเปล่า น้ารู้แก่ใจ แต่น้าซื้อองุ่นคราวนี้ มีข้อแม้อยู่นิดนึง ให้ทั้งคู่เดินตามน้าไปข้างหน้าก่อน”

เด็กหญิงถามว่า “เดินตามไปทำอะไรค่ะ”

ฉันตอบด้วยรอยยิ้ม “มีเรื่องให้ทำอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ น้าเป็นคนขายหนังสือ น้าจะมอบหนังสือที่พวกหนูต้องการให้คนละเล่ม ส่วนเรื่องที่สองนั้น น้าจะพาพวกหนูไปดูความสุรุ่ยสุร่ายของเด็กคนหนึ่ง….”

เด็กหญิงงุนงง “เด็กสุรุ่ยสุร่าย…..”

ฉันมองหน้าเด็กชาย “ใช่ เป็นเรื่องของเด็กสุรุ่ยสุร่ายคนหนึ่ง เที่ยวนำเอาองุ่นดีๆ ของชาวบ้านไปเททิ้งไว้ในพงหญ้า ขอถามว่า ถ้าไม่เรียกว่าสุรุ่ยสุร่ายแล้วจะให้เรียกว่าอะไร…….ไป……ไปช่วยกันเก็บองุ่นพวกนั้นกลับมาดีกว่า”

พอเด็กผู้ชายฟังฉันพูดจนจบ เข้าใจทันทีว่าฉันคงเห็นเหตุการณ์ของการกระทำของเขาทั้งหมดที่เกิดขึ้น ด้วยความอายอีกครั้ง ใบหน้าที่สะท้อนแสงยามอาทิตย์อัศดงของเขา ช่างแดงน่ารักเหลือเกิน…..

…………………..

การเจอเหตุการณ์ใดก็ตาม อย่าเอาความรู้สึกแว่บแรกเป็นแกนในการตัดสิน

เปลือกนอกของพิษภัยมักจะถูกตกแต่งให้สวยหรูชวนหลงไหล

ในขณะที่เปลือกนอกของสิ่งดีงามอาจไม่ได้ปรุงแต่งให้น่าสนใจนัก

พึงระวัง อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น สังคมอาจจะเลวร้ายกว่าที่เราเห็น

แต่บางมุมของสังคมก็อาจจะดีงามกว่าที่เราคิดอย่างคาดไม่ถึง

ควรศึกษาให้ถ่องแท้แล้วค่อยตัดสิน
บางสิ่งบางอย่างที่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่เข้าใจก็ได้

อยู่ให้เป็นหรืออยู่ไม่เป็น เรานั้นจะเป็นผู้ลิขิตเอง

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *