เปลว สีเงิน-คนปลายซอย

“เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน”

อ้าว……….

ไปพูดอะไร อีท่าไหนเข้าล่ะ ท่านรัฐมนตรีอนุทิน?
เมื่อวาน (๒๖ มีค.) ทำเอาโซเชียลถึงแตก
ชื่ออนุทินติดแฮชแท็ก
เกินหน้า-เกินตา คณะพรรค ทิม พิทา, ธนาธร, ปิยบุตร เจ้าของสัมปทานปั่นแฮชแท็กไปเลย!

ยิ่งมีคนนำคำรำพึงบุคลากรทางการแพทย์หลายท่านมาโพสต์ เป็นบทสะท้อนถึงเรื่องที่ท่านพูด
กระหน่ำซ้ำด้วยมีคนเปิดเว็บรณรงค์ล่าชื่อขับไล่ท่านพ้นกระทรวงหมอเข้าไปอีก
ทำเอาผมต้องร้อง…เฮ้อ ในใจ!
คือ กลุ้มใจแทนท่านรัฐมนตรีอนุทินน่ะ ก็ไม่รู้ว่า ที่ออกคลิปขอโทษ-ขอโพย บุคลากรทางการแพทย์ ตอนเย็นวานนั้น
บรรดาหมอ-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ เขาจะรับมั้ย เพราะท่าน “หวด” เขาไว้คำโตเหลือเกิน?
จบได้ก็ “จบแบบเจ็บๆ” กันไปเถอะครับ
ขืนไม่จบ “กองทัพลิ่ม” ที่กำลังจ้อง เข้ามาแซะ ก็จะไปกันใหญ่

ชาวบ้านที่กลุ้มเรื่องโควิดใกล้เป็นโรคจิตตอนนี้ ก็จะพากันเป็นจริงๆ เมื่อเห็นรัฐมนตรีกะหมอทะเลาะกัน
ที่สำคัญ นายกฯจะ “อกแตกตาย” เอาน่ะ!

ตอนนี้มี ศอฉ.แล้ว อำนาจสั่งการในกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และฯลฯ ขึ้นตรงนายกฯเป็น “ผู้กำกับใหญ่”

บรรดารองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงดังกล่าว ถอยไปนั่งในแถว ๒ คือคอยเป็น “ผู้ช่วยผู้กำกับ”
ส่วนงานในกระทรวงสาธารณสุข, มหาดไทย, พาณิชย์, ต่างประเทศ, ดิจิทัล, และกองทัพ

ประธาน ศอฉ.คือ “บิ๊กตู่” มอบหมายให้ ๕ ปลัดกระทรวง เป็นหัวหน้ารับผิดชอบงานในกระทรวงนั้นๆ
ส่วนทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ทัพตำรวจ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับอาญาสิทธิ์ให้เป็น “ผู้กำกับ”
ทั้งหมด “ขึ้นตรง-สั่งตรง-ปฏิบัติตรง” ต่อบิ๊กตู่ แต่ผู้เดียว!

ฉะนั้น……
ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุข “อนุทิน ชาญวีรกูล” พักเหนื่อยก่อนก็ได้ เพราะท่านเหนื่อยชนิดหายใจทางเหงือกมาร่วม ๒ เดือนแล้ว
หรือจะไอโซเลทตัวเอง ก็คงไม่มีใครว่า

คือในฐานะ “ผู้ช่วยผู้กำกับ” ในเมื่อ “ผู้กำกับตู่” ยังไม่มีงานให้ช่วย การอยู่เฉยๆ นั่นคือสุดยอดภารกิจของคนเป็น “ผู้ช่วย” รัฐมนตรีอนุทิน เป็นคนไม่นิ่งดูดาย ชอบทำงาน เคยคลุกคลีการทำงานกับลูกน้องก่อสร้างที่ต้องพูดนั่น-สั่งนี่มาก่อนจนชิน
ปากพูดไปเรื่อย…….
แต่ใจไม่มีอะไรหรอก น่ารักจะตายไป นักเลงอีกตะหาก

ดูอย่างตอนซีพีต่อรองเงื่อนไขสร้างรถไฟฟ้า ๓ สนามบินซี เกี่ยงงอน “ใครจะจ่ายค่ารื้อถอนเสาโฮปเวลล์”
ยืดเยื้อเรื้อรังนัก สัญญาเซ็นกันไม่ได้ซักที รำคาญ…..

รัฐมนตรีอนุทิน บอก…ผมจ่ายให้เองก็ได้ ๒๐๐ ล้านจิ๊บๆ!
เห็นมั้ย…..
ไม่เพียง ปากไว-ใจเร็ว ดูท่า “ควักเร็ว” อีกด้วย แต่ตกลงแล้ว รายการนี้ ไม่ได้ควัก

กลับมาถึงเรื่องการรบทัพจับศึกกับโควิดดีกว่า
แพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ ขณะนี้ พูดกันตรงๆ ยิ่งกว่า “ยอดมนุษย์” อุลตร้าแมน
ทหารเข้าสงคราม ยังเห็นตัวศัตรู และหลบหลีกได้
แต่กับโควิด ไม่เห็นตัว ไม่รู้มันมาเมื่อไหร่ ทางไหน แพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ นอกจากต้องประจำแนวรบ ๒๔ ชั่วโมงแล้ว
ยังไม่มีทางหลบเลี่ยง “ศัตรูล่องหน” คือเจ้าโควิดนี้เลย!

ว่าไปแล้ว แพทย์-พยาบาล ในแนวรบโควิด
“เสี่ยงตาย” ยิ่งกว่าทหาร ในแนวรบสงครามปะทะซะอีก!

ก็เอาหละ ผมขอไหว้ละ…..
ประดาบกันคนละยก พอได้ระบายเครียด ก็เก็บดาบกันเถอะครับ เดี๋ยว “เจ้าโควิด” มันหัวเราะเยาะเอา
หมอเนี่ย เทียบกับพระ ไม่ต่างกันเลย พระมีศีลสังวรณ์ ส่วนหมอมีจรรยาแพทย์สังวรณ์

ลองนึกดูซี เวลาเราไปหาหมอ พอถึงคิว เขาเรียกชื่อ เราเดินเข้าไปปุ๊บ ต้องยกมือไหว้หมอปั๊บ
เพราะอะไร ไหว้เพราะเขาเป็นหมอหรือ เปล่าหรอก ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกบอกว่า ที่ไหว้ เพราะหมอมีจรรยาแพทย์เป็นศีล
จึงเห็นหมอสำรวม กริยามรรยาทงาม วางตนน่านับถือเลื่อมไส ทั้งยังมีจิตเมตตา

วันๆ ไม่ได้อยู่กับคนดีหรอก ต้องคลุกอยู่กับคนเจ็บ-คนป่วย เคยเห็นคนดีๆ คนอยู่สุขสบายไปหาหมอมั้ยเล่า?

หมอ…มีเงินก็ไม่ได้ไปใช้เงินเหมือนคนอื่นเขา
ต้องงกๆ คอยรับใช้คนป่วย!
เพราะเช่นนี้ หมอในใจรู้สึกของชาวบ้าน คือ “เทวดา”

จึงไม่แปลก คนอายุ ๘๐-๙๐ ต่อให้ ๑๐๐ ปีด้วย ถ้ายังไม่ตาย เห็นหมออายุ ๓๐-๔๐ คนอายุร้อย ก็ยังต้องยกมือไหว้

ไหว้เทวดา ไหว้จรรยาแพทย์ ไหว้ความดี มีเมตตา และไหว้การเสียสละ “ทั้งชีวิต” ของหมอ อุทิศเพื่อคนเจ็บป่วยและทุกข์ยาก

ผมถึงว่า หมอเหมือนพระ…..
พ่อแม่เขกหัวลูกป๊อกๆ แต่พอเข้าโบสถ์เป็นพระ ทั้งบิดา-มารดา ทั้งพ่อแก่แม่เฒ่า กราบลูกปลกๆ
กราบอะไร…กราบศีลนั่นเอง!

พระไปหาหมอ พระไม่ไหว้หมอ แต่หมอต้องไหว้พระ เพราะอะไรน่ะหรือ?

เพราะหมอเป็นได้แค่เทวดา ให้มนุษย์กราบไหว้

แต่พระ ด้วยศีลนั้น “เหนือเทวดา” พระอยู่ที่ไหน เทวดาที่สถิตอยู่ในที่นั้น ยังต้องลงมาไหว้

เนี่ย……..
ด้วยอีกปางหนึ่งของหมอคือเทวดา ดังนั้น ผมเชื่อว่า เรื่องนี้ น่าจะจบแค่นั้น
เพราะเทวดาท่านมีศีลสังวรณ์!

นักข่าวก็อย่าไปขยายความ-ขยายประเด็น และอย่าตั้งคำถามไปยัดปากคนนั้น-คนนี้ต่อเลยนะ
ขืนทำอย่างนั้น จะเหมือนเสี้ยมให้หมอกับรัฐมนตรีอนุทินต้องกินใจ แทนกินข้าว ไม่รู้จบ

เรื่อง-ไม่เป็นเรื่อง การจะให้มันเป็นเรื่อง ถามว่า สังคม-ประเทศชาติ-ชาวบ้าน ได้อะไร?
นอกจากสะใจบางคน!
คนที่ต้องคับแค้นจากสถานการณ์ตอนนี้ ผมตะหาก ยังไม่พูดอะไรซักคำ

ดูซี…เขาห้ามคนอายุ ๗๐ ปี ขึ้นไปออกจากบ้าน ขืนออก เขาตั้งด่านตรวจ “จับคนแก่”

ตายมั้ยเนี่ย….
คนอื่นไม่ตาย แต่ผม ชักแหง็กๆ!
อีกไม่กี่ปีก็ครบร้อย ในชีวิต นับจาก ๗ ขวบถึงวันนี้ ทั้งตอนระเหเร่ร่อน ทั้งตอนมีรังคือบ้านซุกหัว ไม่เคยเลย ที่จะไม่ออกจากบ้าน

ครั้งนี้แหละ ด้วยปกาศิต ศอฉ.ให้คนแก่เจียมสังขาร อย่าออกจากบ้าน ขืนออกถูกจับ

ผมก็คงต้องหยุดคุย-หยุดเขียนไปจนกว่าเขาจะอนุญาตให้หนุ่มวัย ๗๐ ออกจากบ้านได้นั่นแหละ

แต่อ่านดูข้อยกเว้นแล้ว เขาบอกว่า “สื่อสารมวลชน” เจอด่านตรวจ ถ้าสวมหน้ากากอนามัย มีบัตรประชาชน

และตอบแบบสอบถาม ไปไหนมา ไปกับใคร ที่ไหน ไปทำอะไร แสดงหลักฐานว่าเป็นสื่อมวลชนจริง ไปทำกระดาษให้เป็นหนังสือพิมพ์มา
เขาให้ออกจากบ้านไปไหน-มา-ไหนได้!

แหม…นึกว่าจะต้องอั้นใจตายคาบ้านซะแล้ว แต่ก็เข้าใจมาตรการศอฉ.
เพราะเขาห่วงคนแก่จะถูกโควิดลากไปกินหรอก จึงอยากให้อยู่กับบ้าน
ถ้าผมอยู่กับบ้าน ไทยโพสต์ก็ไม่ต้องอ่านกัน นี่กำลังคิดว่า เห็นรัฐบาลเยียวยาโน่นนี่

แล้วหนังสือพิมพ์จนๆ คนไม่ค่อยอ่านนี่ล่ะ ไม่คิดจะเยียวยาบ้างเลยหรือ?
แฮะๆๆๆ……

เอาซะหน่อย ดีกว่าอยู่เปล่าๆ!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *