เปลว สีเงิน

“สัญญานแรก” จาก “แนวหน้า”

มีสัญญานเตือนจากนักรบในแนวหน้าถึงแนวหลังครับ

นักรบท่านแรก “ขอร้อง” ดังนี้
– ขอร้อง พี่น้องประชาชน “ยกเลิกเดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด”– ขอร้อง อย่าเสียดายเงิน เพราะกลับมาต้องโดนกักตัว 14 วัน มันไม่คุ้ม เคยมาแล้วนะครับ กินมาม่าหมดไป 2 ลังนะครับ มันไม่คุ้ม
– ขอร้อง “ให้เลิกจัดงานที่มีจำนวน 100 คนขึ้นไป”
– ขอร้อง ประชาชนควรมีช้อนกลางประจำตัว
– ขอร้อง ถ้าท่านไปในพื้นที่เสี่ยงการแพร่ระบาดกลับมา “ขอให้แยกกักตัว 14 วัน”

ย้ำว่า ขอให้มีวินัยอย่างยิ่ง ถ้ารักครอบครัว พ่อแม่ ท่านอายุมากแล้ว ถ้าป่วยโอกาสเสียชีวิตมากนะครับ

– ขอร้อง ประชาชนทุกท่านทำความเข้าใจ “อย่าตื่นตระหนกตกใจ” ต้องดูทีละพื้นที่ไป

ประชาชนต้องช่วยเหลือกันนะครับ ต้องตั้งกรรมการชุมชนขึ้น ตั้งคณะนิติบุคคลดูแลบ้าน คอนโด ขึ้นมาช่วยดู

ย้ำว่า “ประชาชนใช้หน้ากากผ้าเพียงพอแล้วนะครับ” ผ้าคอตตอน ป้องกันได้ซักได้เป็น 100 ครั้ง

– เจลแอลกอฮอล์ล้างมือฆ่าเชื้อให้ตายได้แน่นอนและป้องกันได้อีก 4 นาที

“2 เดือน พวกเราทุกคนมาได้ขนาดนี้ ถือว่าเก่งมากนะครับ พวกเราต้องช่วยกัน ผ่านมันไปให้ได้นะครับ”

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
นายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย
——————————-
ท่านที่ ๒ รายงานภาพรวม “การระบาดใหญ่ทั่วโลกของ โควิด-๑๙” ดังนี้
องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ โควิด 19 เป็นโรคที่ระบาดใหญ่ทั่วโลก pandemic
ในความเป็นจริง เมื่อมีการระบาดของโรค ข้ามทวีป
มีการติดต่อกันเองในทวีปนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic)
อย่างเช่นไข้หวัดใหญ่ 2009 เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา
องค์การอนามัยโลก ยอมรับว่าโรคนี้เป็นวิกฤตทางด้านสุขภาพ
ดังนั้น ทุกประเทศจะต้องให้ความสำคัญ ในการเตรียมพร้อม การวินิจฉัย การป้องกัน การรักษา
รวมทั้ง จะต้องลดการแพร่กระจายของโรคลง และหาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อมาใช้ในการดูแล รักษา ป้องกัน
ทุกประเทศจะต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ในการลดความสูญเสียทางด้านสุขภาพ จิตใจ รวมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม และจะต้องเคารพในสิทธิมนุษยชน
ในการระบาดใหญ่ทั่วโลก สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการควบคุมโรค คือประเทศที่ยังไม่มีความพร้อมทางด้านทรัพยากร การดูแลรักษา
ทุกประเทศจะต้องช่วยร่วมมือกันในการผ่านวิกฤตครั้งนี้

คำถามของประเทศไทย เราจะได้ยินที่ถามบ่อยเสมอ ว่า เข้าสู่ระยะที่ 3 หรือยัง?
การเดินทางครั้งนี้ ไม่ว่าเข้าสู่ระยะใด แนวทางการปฏิบัติของคนไทยทุกคน ก็คงต้องเคร่งครัดเหมือนเดิม
ปฏิบัติตน มีระเบียบวินัย ทำตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลในภาพรวม และคำแนะนำต่างๆ
ส่วนแนวทางเมื่อมีการระบาดเพิ่มขึ้น หรือในวงกว้างที่เรียกว่าเข้าสู่ระยะที่ 3 ทางกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นคนให้คำแนะนำมาเอง

การลดการแพร่กระจายของโรค เราจะต้องเคร่งครัด ไม่ใช่แค่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ
จะต้องคำนึงถึง กำหนดระยะห่างของบุคคล personal distance คือประมาณ 2 เมตร หรือ 6 ฟุต

และระยะห่างของสังคม social distance ดังที่เราเห็นทุกวันนี้ มีการงดการประชุมที่มีคนหมู่มาก งดกิจกรรมในการรวมตัวของบุคคล ที่อาจจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคอย่างไม่คาดคิดได้

“ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยาคลินิก
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
———————————
พวกเรา “แนวหลัง” ต้องฟังและปฏิบัติตามเคร่งครัดนะ

ไม่ใช่เพื่อตัวท่าน หากแต่เพื่อตัวพวกเราเองนี่แหละ

จากอีกนักรบ …….
ที่กำลังสู้ยิบตาอยู่กลางสมรภูมิโควิด-๑๙
“นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล” นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ท่านเคาะทรวงอกเป็นแถลงการณ์ ……
ถอดรหัสตามเนื้อหา ผู้สมควรได้รับทราบปัญหาตามสัญญานนี้มากที่สุด คือ ผู้บัญชาการใหญ่ “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-๑๙” ที่ชื่อ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”

“แด่นักรบในเสื้อกาวน์ ที่จะต้องรับมือผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 อาการรุนแรง”

นี่คือหัวข้อแถลงการณ์ ซึ่งค่อนข้างยาว……
ขออนุญาตยกเฉพาะ “ประเด็นหลัก” ในแถลงการณ์มาให้ทราบกัน ดังนี้

ตามที่ได้มีคนไทยป่วยจากการติดเชื้อ COVID19 เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
และมีผู้ป่วยบางรายที่น่าจะติดเชื้อจากการระบาดภายในประเทศเราเอง ซึ่งหมายถึงการเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ของโรคระยะที่ 3
สมาคมอุรเวชช์ ได้เล็งเห็นแนวโน้มนี้และได้มีการเตรียมความพร้อมในเชิงวิชาการตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
ซึ่งตลอดสัปดาห์นี้ สมาคมฯ ได้พยายามผลักดันการเตรียมความพร้อมในเชิงการบริหารจัดการผ่านทางหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

ซึ่งแม้จะได้รับการตอบสนองที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ดีพอที่จะรับมือกับวิกฤตสุขภาพสำคัญของประเทศอีกครั้ง
…………………………………
เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า กลไกของรัฐที่จะตอบสนองต่อภาวะวิกฤตของประเทศมักจะตามหลังสถานการณ์จริงอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ

แต่นั่น ไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของพวกเราเหล่าวิชาชีพแพทย์และวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้อง จะยอมจำนนให้กับศัตรูตัวจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าโดยง่าย

และพวกเราก็จะไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้รับผิดชอบระดับสูง ที่ขาดความเชี่ยวชาญและเข้าใจบริบทการทำงานของพวกเราอย่างถ่องแท้
ได้เวลาแล้ว ที่พวกเราต้องเตรียมทำศึกแม้จะไม่มีอาวุธที่มีประสิทธิภาพและแม่ทัพที่เด็ดขาดเข้มแข็ง …………..

ครับ…..
ชัดเจน ปัญหาเกิดตรง “ข้อต่อ” ทำให้ปฏิบัติการแนวหน้าไม่ลื่นไหล การสนองตอบด้านอุปกรณ์-เครื่องมือแพทย์ ไม่เพียงพอ นำไปสู้ความเอือมระอาหลายๆ ด้าน
ไม่เพียงหน่วยรบอุรเวชช์เท่านั้น ปัญหาเช่นนี้ น่าจะเกิดกับทุกหน่วย ในแนวหน้าสาธารณสุข
ผู้บัญชาการใหญ่ต้องเปิด Video Conference กับทุกหน่วยแนวหน้า ให้เปิดอกทุกปัญหา-อุปสรรคแล้วหละ

หน่วยรบไหน ขาดอะไร ต้องการแบบไหน จะให้เสริมอะไร-ตรงไหน เอากันให้จบพร้อมๆกันม้วนเดียวไปเลย

แล้วแก้ไข ทั้งด้านบริหาร-จัดการ ด้านเครื่องไม้-เครื่องมือ ตามที่แนวหน้าสาธารณสุขต้องการ
เงินมีนี่น่า เป็นแสนๆ ล้าน ที่จะแจก
ก็เอามาทุ่มลงไป เพื่อการรบทัพ-จับศึกโควิด-๑๙ นี่แหละ

สถานการณ์นี้ สาธารณสุข “แพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ คือ นักรบแนวหน้า

ทหารคือ นักรบแนวหลัง คอยเป็นหน่วยเสริมฉุกเฉิน

อย่าปล่อยให้เกิดอย่างที่การท่าฯ สนามบิน และการบินไทยเป็นอันขาด
ที่ผู้บริหารอ้าง เสนออะไร ขออะไร ก็ไม่ได้รับความร่วมมือและการสนองตอบ
ถือโอกาสลาออก (เอาตัวรอด) ซะเลย!

เรื่องบริหารระหว่างการเมืองกับการแพทย์ มันเป็นเรื่องไม่ยาก
แต่มายากตรง “คนบริหาร” นี่แหละ
อย่างที่นายกสมาคมอุรเวชช์ กล่าวในแถลงการณ์

“พวกเราก็จะไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้รับผิดชอบระดับสูง ที่ขาดความเชี่ยวชาญและเข้าใจบริบทการทำงานของพวกเราอย่างถ่องแท้”

ซึ่งไม่เกิดเฉพาะหน่วยนี้เท่านั้น ดูแล้วมันเกิดกับทุกหน่วยรบในสมรภูมิโควิด
ทำไงได้ นายสิบถูกหวย ขึ้นเป็นผู้สั่งการนายพล
ก็ “ประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้ง”
โคตรเพชร ๕๐๐ เม็ด คัดสรรแล้ว “ดีที่สุด” ก็ได้อย่างที่เป็นนี่แหละ.

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *