การศึกษา,  สุขภาพ

โฆษก ศบค. ย้ำมาตรการนำคนไทยกลับประเทศ ผู้ที่มีญาติอยู่ต่างประเทศ ต้องการเดินทางกลับไทย ให้ติดต่อรับความช่วยเหลือจากสถานทูต โดยจะมีการจัดลำดับการเดินทางตามความจำเป็นเร่งด่วน

วันนี้ (11 พ.ค.63) เวลา 11.30 น. ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน และมาตรการในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1. สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ในไทย

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในไทย มีผู้ป่วยใหม่ 6 ราย รวมผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,015 ราย มีผู้ที่หายป่วยเพิ่มขึ้น 2 ราย รวมผู้ที่หายป่วยแล้ว 2,796 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม การกระจายตัวของผู้ป่วยยังอยู่ในกรุงเทพฯ และภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ มีผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 163 ราย สำหรับผู้ป่วยใหม่ทั้ง 6 รายมาจาก กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวัง และระบบการบริการฯ รายแรกเป็นเด็กชายไทย อายุ 6 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดนราธิวาส มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ จากการไปเฝ้าไข้ผู้เป็นพ่อ สำหรับผู้ป่วยอีก 4 รายตามที่ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวานนี้ เป็นผู้มีประวัติเสี่ยงจากการไปทำงาน ไปอยู่ในสถานที่ชุมนุมชนในจังหวัดภูเก็ต โดยผู้ป่วยรายที่ 2 เป็นชายไทยอายุ 19 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดภูเก็ต เริ่มป่วยด้วยอาการไข้ ปวดศรีษะ ถ่ายเหลว หายใจเหนื่อย มาตรวจวันที่ 5 พฤษภาคม 63 รายที่ 3 เป็นผู้ป่วยชายไทยอายุ 29 ปี อาชีพตำรวจ เริ่มป่วยด้วยอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ ตรวจเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 63 รายที่ 4 เป็นหญิงไทยอายุ 23 ปี อาชีพพนักงานบริษัท พบลูกค้าในบางโอกาส เริ่มป่วยด้วยอาการไข้ หายใจเหนื่อย มาตรวจวันที่ 2 พฤษภาคม 63 รายที่ 5 เป็นผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 29 ปี อาชีพพนักงานขายของในร้านค้า เริ่มป่วยด้วยอาการไข้ หายใจเหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ มาโรงพยาบาลวันที่ 7 พฤษภาคม 63 และรายที่ 6 เป็นผู้ป่วยชายไทยอายุ 22 ปี พบจากการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชนที่จังหวัดยะลา มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้าที่กลับมาจากมาเลเซีย มีอาการมีน้ำมูก เสมหะ เข้ารับการรักษาวันที่ 1 พฤษภาคม 63 ทั้งนี้ จะเห็นว่าตั้งแต่รายที่ 2 ถึง 6 อยู่ในกลุ่มอายุ 20-29 ปีทั้งสิ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงตามที่ได้รายงานทุกครั้ง ขอให้ทุกคนระมัดระวังในการเดินทางไปไหนมาไหนด้วย

ด้านการรับรักษาผู้ป่วยของกลุ่มจังหวัด พบว่าหลายจังหวัดยังคงที่ ยกเว้นจังหวัดนครพนม ที่ปรับลงมาจากกลุ่มจังหวัดที่มีการรายงานผู้ป่วยช่วง 28 วันที่ผ่านมา มาอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ไม่มีการรายงานผู้ป่วยช่วง 28 วันที่ผ่านมาส่วนภาคเหนือยังคงที่ ไม่มีการรายงานผู้ป่วยช่วง 28 วันที่ผ่านมา และต้องชื่นชม 9 จังหวัดเดิมที่มีมาตรการอย่างดีทำให้ไม่มีการรายงานผู้ป่วยเลย

2. สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ของโลก

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ของโลก มีผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมอยู่ที่ 4,180,305 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 79,000 ราย อาการหนัก 47,000 กว่าราย หายป่วยแล้วประมาณ 1,490,000 กว่าราย และเสียชีวิตไปวันนี้เพิ่มขึ้น 3,428 ราย รวมตัวเลขผู้เสียชีวิต 283,000 กว่าราย สำหรับ 10 ประเทศอันดับแรกตามจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม อันดับยังคงเดิม โดยสหรัฐอเมริกายังคงเป็นอันดับที่ 1 ยอดรวมผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 1,300,000 กว่าราย มีเพียงอังกฤษกับอิตาลีที่สลับกัน โดยอังกฤษสลับขึ้นไปอันดับที่ 3 แทนอิตาลี ที่ลงไปอยู่อันดับที่ 4 ขณะที่ประเทศไทยก็อยู่อันดับที่ 66 ของโลกเช่นเดิม

ส่วนจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ของโลก 10 ประเทศอันดับแรกพบว่า สหรัฐอเมริกายังคงเป็นอันดับที่ 1 เช่นเดิม ซึ่งเมื่อวานนี้วันเดียวมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มถึง 20,000 กว่าราย รองลงมาคือรัสเซีย 11,000 กว่าราย ขณะที่ประเทศอื่น ๆ มีสลับลำดับกันเล็กน้อย เช่น อินเดีย จากอันดับ 6 ขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 4 แทนเปรู ที่ลงมาอยู่อันดับที่ 6 ส่วนซาอุดิอาระเบีย จากอันดับที่ 9 ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 7 เป็นต้น นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกา ยังเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตรายใหม่สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยเมื่อวานมีผู้เสียชีวิตรายใหม่เพิ่ม 750 ราย รองลงมาคือบราซิล 467 ราย สหราชอาณาจักร 268 ราย

โฆษก ศบค. กล่าวถึงสถานการณ์ประเด็นข่าวที่น่าสนใจในต่างประเทศว่า จีนน่าเป็นห่วง โดยระบุว่า จีนยอดติดเชื้อโควิด-19 พุ่งอีก ซึ่งจากรายงานนี้พบว่า วันเดียวกันหน่วยงานสาธารณสุขจีนรายงานยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเมื่อวานนี้อีก 14 ราย และวันนี้ยอดผู้ติดเชื้อเป็น 17 ราย นับเป็นยอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ที่มีจำนวนตัวเลข 2 หลัก เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 วัน โดยรายงานระบุว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นการติดเชื้อกันเองในประเทศ จำนวน 12 ราย โดย 11 รายเป็นผู้ติดเชื้อที่พบในมณฑลจี๋หลิน และอีก 1 ราย พบในมณฑลหูเป่ย ของเมืองอู่ฮั่น จำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ทางการจีน ต้องยกระดับภัยคุกคามจากระวังจากการระบาดที่เมืองซูหลาน ซึ่งเป็นเมืองในมณฑลจี๋หลินที่เป็นจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง เพียงไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศลดระดับภัยคุกคามเป็นระดับเสียงต่ำในทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ขณะนี้ต้องยกระดับขึ้นมาเฉพาะเมืองซูหลาน เพราะมีความเสี่ยงสูงและมีตัวเลข 2 หลักขึ้นมา โดยเรื่องเหล่านี้เป็นบทเรียนของต่างประเทศที่ไทยต้องเรียนรู้และเฝ้าดู เช่นเดียวกับข่าวของเกาหลีใต้ ซึ่งวันนี้พบมีตัวเลขรายงานเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 35 ราย จากเมื่อวาน 34 รายที่เพิ่มขึ้นใหม่ รวม 2 วัน ตัวเลขเกือบ 70 รายแล้ว และจะต้องมีการติดตามกัน 1,500 กว่าราย ซึ่งที่เกาหลีใต้ ใช้เทคโนโลยีในการติดตามคน เช่น การใช้ App หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นต้น

3. การดำเนินการตามมาตรการ

มาตรการนำคนไทยกลับประเทศ

โฆษก ศบค. กล่าวว่า วันนี้จะมีเที่ยวบินที่นำคนไทยจากประเทศต่าง ๆ เดินทางกลับประเทศ ได้แก่ อินเดีย 219 ราย ญี่ปุ่น 71 ราย วันที่ 12 พ.ค.63 จากรัสเซีย 99 ราย ภูฏาน 1 ราย สหรัฐอเมริกาผ่านเกาหลีใต้ 200 ราย โดยการวางแผนใน 1 สัปดาห์ข้างหน้าจะมี 3 เที่ยวบิน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ภูฏาน วันที่ 13 พ.ค.63 มี 2 เที่ยวบิน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินเดีย วันที่ 14 พ.ค.63  มี 2 เที่ยวบิน ได้แก่ เยอรมัน บังคลาเทศ วันที่ 15 พ.ค.63 มี 3 เที่ยวบิน ได้แก่ สิงคโปร์ บาห์เรน ฝรั่งเศส และวันที่ 19 พ.ค.63 มี 1 เที่ยวบิน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และวันที่ 17 พ.ค.63 มี 3 เที่ยวบิน ได้แก่ อินเดีย แคนาดา มัลดีฟส์ หากประชาชนที่มีญาติอยู่ต่างประเทศที่มีภาระจำเป็นเร่งด่วน สามารถติดต่อมายังสถานทูตเพื่อที่จะขอรับความช่วยเหลือได้ โดยจะมีการจัดลำดับให้คนที่มีภาวะเร่งด่วนมากที่สุดเดินทางกลับมาก่อน

รายงานข้อมูลสถานการณ์ผู้เดินทางเข้าประเทศที่ต้องกักกันในสถานที่ของรัฐ

ผู้เข้ากักตัวสะสม จำนวน 16,000 กว่าราย ผู้กลับบ้านสะสม จำนวน 6,800 กว่าราย ติดเชื้อเข้าโรงพยาบาลสะสม 90 ราย  ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมที่ต้องดูการทำ State Quarantine  หรือสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ในส่วนกลาง และในส่วนภูมิภาค โดยกระทรวงมหาดไทยได้นำคนไทยเข้าไปอยู่ใน State Quarantine พอสมควร ซึ่งจากรายงานจะเห็นได้ว่า ผู้เข้ากักตัวสะสมจำนวน 19,331 รายและกลับบ้านได้ยังมีแนวโน้มพุ่งขึ้น

ด้านการดำเนินการเรื่องด่าน การต้อนรับคนไทยกลับเข้าสู่ประเทศกระจายกันไปทั่วประเทศ คือ ด่านทางบก จะพบว่าทางมาเลเซียมียอดตัวเลขสูงสุด กัมพูชาลดน้อยลงมาอยู่ที่ 296 ด่านลาว 388 และด่านเมียนมา 687 แต่ภาระงานหนักจะอยู่ที่ภาคใต้ ต้องขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วย

ด้านการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง จากเมื่อวานนี้ เหตุของการชุมนุมมั่วสุม 3 อันดับแรก เรื่องการดื่มสุราเป็นอันดับที่ 1 คือร้อยละ 55 ขณะที่การลักลอบเล่นการพนัน และยาเสพติดก็ยังปรากฏอยู่เช่นเดียวกัน

การตรวจกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลาย

ทีมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ออกตรวจกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายเพิ่มเติมอีก จำนวน 18,000 กว่าสถานที่ พบว่า ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ร้อยละ 2.37 ปฏิบัติตามแต่ไม่สมบูรณ์ ร้อยละ 30.49  ส่วนใหญ่พบว่ามีครบทั้ง 5 ข้อ ทำความสะอาดพื้นผิว ใส่หน้ากากอนามัย แต่ยังมีที่ทำแล้วไม่ได้คุณภาพเพียงพอ ซึ่งมีการให้คำแนะนำต้องทำให้ดีขึ้น เพื่อที่จะป้องกันโรคได้ 100% นอกจากนี้ ยังมีผลการตรวจสะสมแยกตามประเภท ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ร้านตัดผม มีตัวเลขดีขึ้น ห้างร้านในซูเปอร์มาเก็ตทั้งหลายพุ่งขึ้น ส่วนสนามกอลฟ์และสนามกีฬายังไม่ค่อยปฏิบัติ  โดยขอความร่วมมือให้ทุกคนร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการด้วย

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *