เปลว สีเงิน

“ตู้ปันสุข” ถูกกวาดเกลี้ยง?

ช่วงนี้ “ตู้ปันสุข” อินเทรนด์ ไม่พูดถึงซะเลย เดี๋ยวจะตกกระแส
งั้นวันนี้ ล้อมวงคุยกันหน่อย
เห็ดหน้าฝนว่าเร็วแล้ว ยังแพ้แฟชั่นตั้ง “ตู้ปันสุข”

ผุดทั่วทั้ง ๗๗ จังหวัดแล้วมั้ง?
บางคนบอก ไทยสู่ยุคพระศรีอาริย์แล้ว เป็นเมืองฟ้า-เมืองสวรรค์ มีแต่เทพบุตร-เทพธิดา ใจเมตตา โอบอ้อมอารี

ยามผู้คนลำบากยากแค้นจากโรคระบาด ก็ไม่ทอดทิ้งกัน เอื้อเฟื้อเกื้อสุข นำข้าวปลาอาหาร ขนม-ส้มสูกลูกไม้ เสื้อผ้า ยารักษาโรค แจกจ่าย แบ่งปันกัน ทั่วทั้งพารา
ผมเองก็ สาธุ!

แข่งเรือ-แข่งพาย, แข่งบุญวาสนา ร้อยแข่งพันแข่ง ก็ไม่สู้ “แข่งกันทำความดี” แข่งแบบนี้ ยิ่งแข่ง ยิ่งเจริญ ยิ่งมีความสุข
มองตื้นๆ ว่านี่คือ การเอาสิ่งของมา “ให้ทาน” กับผู้อื่น

แต่ลึกๆ นอกจากให้ทานแล้ว ยังเป็นการ “ให้ธรรม” ทั้งกับตัวเองและผู้อื่นด้วย
ทำไมเป็นแบบนั้น?

ก็คุยกันไปเรื่อยๆ ละกัน ก่อนอื่นชมบุคคลที่ควรชมก่อน คือ”คุณสุภกฤษ กุลชาติวิจิตร”

ตามที่ผมอ่านข่าว คุณสุภกฤษ นำแบบอย่างจากต่างประเทศมาทำเป็นต้นแบบ แล้วโพสต์เฟซ ใครเห็นดีงามก็ทำเถิด
เป็นเรื่องต้องจริต-ต้องนิสัยคนไทยอยู่แล้ว ที่ไม่ทอดทิ้งกัน มีทุกข์คราใด ก็ช่วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ประจักษ์ต่อชาวโลก

เมื่อมีคนทำ “ตู้ปันสุข” ให้เห็นเป็นตัวอย่าง พักเดียว ก็มีคนทำ “ตู้ปันสุข” ไปตั้งที่โน่น-ที่นี่ แทบทุกหัวระแหงประเทศ

กระทั่งหน่วยราชการ ทหาร-ตำรวจ ก็ยังตั้งตู้ปันสุข ใครหิว ใครขาดแคลนอะไรในชีวิตประจำวัน ก็แวะมาเลือกหยิบเอาไป
ตู้ปันสุข ขยายเร็วกว่าเซเว่นด้วยซ้ำ ไม่ทันถึงสิ้นเดือน น่าจะครบ ๗๗ จังหวัด จะแพ้ก็ตรงระยะยาวนี่แหละ เพราะเซเว่นมีหน่วยเติมตลอด

ส่วนตู้ปันสุข ไม่แน่ใจ “หน่วยเติม” จะยืนระยะสู้ “หน่วยโกย” ได้นานแค่ไหน?
พูดกันจริงๆ การแบ่งปันลักษณะนี้ ไมใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย เพราะมันเป็น “วัฒนธรรมประจำชาติ” แต่กำเนิด

สมัยก่อนๆ ประเทศไทย “น้ำดื่ม” ไม่มีขายและขายไม่ได้ จะมีตุ่มน้ำฝนเล็กๆ ตั้งหน้าบ้านพร้อมกระบวยหรือจอก ใครกระหายก็ตักดื่มได้
บางบ้านลอยมะลิ บางบ้านเหยาะน้ำยาอุทัยหอมชื่นใจ

ไปกินข้าวตามร้าน นั่งปุ๊บ พนักงานเอาน้ำเย็นๆ มาเสิร์ฟ บริการฟรี ยกเว้นน้ำมะเน็ด
หิวข้าวก็มีกล้วยแขวนเป็นเครือๆ ให้คนปลิดกินได้ตามหิว คำว่า “ทำบุญ” ของคนไทย คู่กับคำว่า “ทำทาน” มาตลอด

ประเด็นที่อยากคุยวันนี้ คือ……..
มีเหตุบางอย่างเกิดขึ้น พูดจากันตามโซเชียลมากพอสมควร

ความจริง เรื่องทำนองนี้ อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว ว่ายังไงมันก็ต้องเกิด
ตู้ปันสุข ก็ในความหมาย ใครมีอะไรพอแบ่งปันได้ ก็นำมาใส่ไว้ในตู้ เพื่อคนที่ไม่มี มาหยิบเอาไปกิน-เอาไปใช้ ในเจตนาที่เข้าใจตรงกัน คือ
คนที่ไม่มี ก็หยิบเอาไปแต่พอกิน-พอใช้ เหลือเผื่อแผ่ถึงคนอื่นเขาบ้าง

แต่มีบางตู้ ในบางพื้นที่ ตามที่เขาถ่ายคลิปมาพูดจากันในโซเชียล กวาดหมดเกลี้ยงคนเดียวไปทั้งตู้
บางแห่ง ยกครอบครัวมาช่วยกันขนถึงขนาดนั้น!

ลองอ่านที่เขาโพสต์กันไว้ก็ได้……..
#คนอื่นเอาเยอะกว่าผมอีก
#เรื่องมันมีอยู่ว่า
วันนี้หนูเป็นคนนึงที่มีโอกาสได้ไปเติมของใส่ตู้ที่หน้าร้าน….และหน้าพิพิธภัณฑ์….ค่ะ
เมื่อไปถึงตู้หน้าพิพิธภัณฑ์ ไปเจอรถมอเตอร์ไซค์ ๒ คัน พ่อและลูกชาย ๓ คน มาหอบของในตู้จนหมดค่ะ

คันพ่อเอาน้ำเปล่าใส่ตะกร้าหน้ารถจนเต็ม จนไม่สามารถใส่อะไรได้อีก และมีถุงพลาสติกใส่ไข่น่าจะ ๑-๒ ถาดค่ะ
ส่วนคันลูกชายมีตะกร้าใบใหญ่ ใส่ของจนเต็มและเอาผ้าปิดบังไว้ ในตู้เหลือน้ำเปล่าแค่ ๔-๕ ขวดเอง คือเกลี้ยงตู้เลยค่ะ

เลยลงรถไปถาม #พอลงรถคนพ่อขับหนีค่ะ เลยถามลูกว่าไม่แบ่งคนอื่นเลยเหรอ #ลูกก็บอกว่า คนอื่นเอาเยอะกว่าผมอีก

นี่ไง……..
ที่ผมบอก การให้ทานนั้น ประเสริฐอยู่แล้ว เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทานให้ไปถึงขั้นเทพได้ เพียงเราทำใจให้ตรง
ใจตรง คืออะไร?

ก็เจตนา “ปันสุข” ด้วยการเอาสิ่งของใส่ตู้ หวังให้คนอื่นนำไปกิน-ไปใช้นั่นไง

ผมเชื่อ ทุกคน แค่คิดว่าจะให้ ใจก็เบิกบาน-เป็นสุขแล้ว ยิ่งเห็นของที่เราให้ มีคนนำไปกิน-ไปใช้ ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ยาก-หิวโหย จากของที่เราให้
โอย…ใจยิ่งปลื้ม ปีติ มันเบิกบานบอกไม่ถูก!

นี่คือ สุขจากการให้
เรียกว่า “กรรมดี” สนองผลเป็นความสุขทันตาเห็น วันหนึ่ง มี ๒๔ ชั่วโมง เราอยู่ในนรกหรืออยู่บนสวรรค์ ตรวจสอบได้ไม่ยาก
ตอนไหนมีสติ ตอนนั้น ขึ้นสวรรค์
ตอนไหนขาดสติ ตอนนั้น ตกนรก!

การไปซื้อของใส่ตู้ปันสุข จะทำอย่างนั้นได้ สติจะต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว ไม่งั้น เรื่องอะไรจะซื้อของไปให้ใครก็ไม่รู้ เสียเงิน-เสียทอง

นั่นแหละ เจตนาอันประกอบด้วยสติ ทำหวังเกื้อกูลผู้อื่นด้วยกุศลจิต ทาน คือการให้นั้น สำเร็จแล้ว ขณะนั้นเท่ากับอยู่บนสวรรค์

ฉะนั้น เมื่อเจตนาแห่งการให้ของเราสำเร็จแล้ว ส่วนใครซึ่งเป็นผู้รับทาน จะเอาของในตู้ไปแบบละโมภ-โลภมาก หรือแบบเอาแต่พอกิน-พอใช้
มันเป็นเรื่อง-เป็นเจตนาของเขา ไม่ใช่เรื่องของเราที่ต้องตามไปดู-ไปคิด ว่าเอาไปมาก-น้อย เอาไปกิน หรือเอาไปขายต่อ
ถ้าจิตผูก ใจก็จะขุ่นหมอง หงุดหงิด โกรธกรุ่นๆ ว่าทำไมถึงโลภ คนเดียวโกยไปหมดตู้เลย

จากใจเบ่งบาน เป็นขุ่นหมอง นั่นแปลว่า “ขาดสติ” เสียเงินซื้อของใส่ตู้แล้ว แทนจะได้อยู่บนสวรรค์ กลับนรกแทน อย่างที่ว่า “สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ” นั่นแหละ

การ “ตั้งจิตให้ตรง” คือการทำความเข้าใจให้ตรงตามจริง ภาษาสากลเขาเรียกว่า “ปรับทัศนคติ” ให้อยู่บนฐานเหตุผล

เราให้เขาแล้ว ก็จบส่วนเราตรงนั้น
ส่วนเขา รับไปแล้ว รับด้วยทัศนคติแบบไหน ทำอะไรต่อไป ก็เป็นส่วนที่เขาต้องรับ จากการกระทำของเขาเอง
ทัศนคติกับจินตนาการ มันต่างกัน จินตนาการ คือคิดเอา-นึกเอาเอง ส่วนทัศนคติ คือความรู้สึกนึกคิดบนฐานของเหตุผล

ฉะนั้น……
อยากให้ทุกคนใช้ทัศนคติรับรู้ ต่อการที่มีบางคน โกยเอาของในตู้ปันสุขไป
ถ้าเห็นปุ๊บ สรุปปั๊บว่า โลภ นั่น จินตนาการ
ก็ลองใช้ทัศนคติในการรับรู้ซีครับ เขาอาจมีหลายคนในบ้านรออยู่ จำเป็นต้องกิน-ต้องใช้เยอะก็ได้

หรือ เขามีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการบางอย่าง จึงกวาดของในตู้ไปเปลี่ยนเป็นเงินก็ได้

เราก็จะไม่ขัดข้องหมองจิต อาจจะดีใจด้วยซ้ำ ว่าของนี้เป็นส่วนตอบสนองโจทย์ชีวิตเขาได้ลงตัว

อีกอย่าง ก็เราปันสุข เขาก็กวาดสุขที่เราปันไปแล้ว เท่ากับ “สมเจตนา” ทั้งผู้ให้-ผู้รับ ก็เท่านั้น จะต้องตามไปคิดอะไรมาก

ถ้าจะคิด ให้คิดในมุมว่า…….
สุขที่เราปันนั้น แม้กวาดทั้งตู้ ก็ยังน้อย ยังไม่พอดับทุกข์เขาได้

ดังนั้น เราต้องไปซื้อมาเติมเป็นสุข เพื่อปันให้เขามากขึ้นอีก จนเขารู้สึกว่า…เออ สุขแล้ว

เมื่อเขาสุข เขาก็จะหยุด “กวาดทั้งตู้” ไปเอง เหมือนคนตะกละ เมื่อให้กินจนอิ่มจวนอ้วก ยังไงๆก็ต้องวางช้อน

“ปันสุข”
อย่าให้แพ้ “คนมีทุกข์” ที่รอสุขปัน

การให้แบบมีสติ ยังไงๆ ก็ชนะการรับแบบโลภ นี้คือความจริงแท้!

โควิด-๑๙ เป็นมารมาเสริมให้คนไทยได้สร้างตบะบารมี ว่าใครสมควร “จอดป้าย” แค่นี้ หรือใครมีโอกาส “ได้ไปต่อ”
……สู่อารยโชติช่วงของไทย!

“ตู้ปันสุข” ไม่ต่าง “ตู้ทดสอบ” คำตอบกระจ่างในใจกันแล้วใช่มั้ย?

LineID: plewseengern.com

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *