ธรรมะ วิปัสสนา

ความรู้ความฉลาดในทางโลกนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากไม่มีศีลธรรมกำกับคู่เคียงไปด้วยกับความฉลาดนั้น ความฉลาดนั้นจะอันตรายมาก

“ความรู้ความฉลาดในทางโลกนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากไม่มีศีลธรรมกำกับคู่เคียงไปด้วยกับความฉลาดนั้น ความฉลาดนั้นจะอันตรายมาก เพราะอาจจะเป็นเครื่องมือของความชั่วได้ แต่หากการศึกษาหาวิชาความรู้ที่ทางโลก เพื่อให้มีความฉลาดมากขึ้น และมีศีลธรรมคู่เคียงไปด้วยพร้อมกัน ความฉลาดนั้น ก็จะเป็นเครื่องมือของความดี

เพราะฉะนั้น ในวงการศึกษา จะขาดศีลธรรมไม่ได้ ต้องมีศีลธรรมคู่เคียงไปด้วยตลอด ถึงจะเจริญ

เนื่องจากมนุษย์ปุถุชน แม้จะเกิดมาจากเชื้อชาติวรรณะไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีกิเลส แล้วกิเลสมันจะไปทางไหน กิเลสมันก็ไปในทางความชั่วนั่นหละ มนุษย์ปุถุชนไม่เคยเรียนในโรงเรียนสอนทำความชั่ว ไม่เคยมีการอบรมในการทำความชั่ว แต่แล้วทำไม สังเกตได้เลย คล่องแคล่วทุกคน เกิดมามันก็ทำชั่วเป็นทันทีเลย

เหมือนกับไก่ชน ออกจากไข่มา ก็ตีเป็นเลย ส่วนมนุษย์ปุถุชน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กนอนแบเบาะ ก็แย่งของคนอื่นเป็นแล้ว ไม่ได้ต้องสอนอันใดเลย ศีลธรรมจึงมีความจำเป็นมาก ขาดไม่ได้เลย

แล้วไม่มีศีลธรรมใดในโลกนี้ ที่จะสมบูรณ์เท่าศีลธรรมในพระพุทธศาสนา เพราะเกิดขึ้นมาจากสัพพัญญู ผู้รู้แจ้งโลก เป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส โดยสิ้นเชิงแล้ว เป็นพระอริยบุคคล โดยสมบูรณ์แล้ว ลัทธิต่างๆในโลกนั้น มีลัทธิเดียว ที่ศาสดาเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้า

ศีลธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นหลักธรรมชาติ เป็นหลักสากล ซึ่งเราจะเรียกว่า ศาสนาสากลก็ได้ แต่ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ตรัสรู้ เป็นผู้รู้แจ้งมาก่อน แล้วจึงนำสิ่งเหล่านี้ มาบอกพวกเรา พวกเราจึงได้ประโยชน์จากธรรมชาติอันนี้ ด้วยความความเคารพในพระพุทธเจ้า เราจึงยกเอาหลักธรรมชาติอันนี้ว่าเป็น ศาสนาพุทธ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ ศาสนาสากลนั่นเอง ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครปรุงแต่งขึ้นมา มันมีอยู่ในธรรมชาติ เหมือนกับเพชรพลอย ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่มีใครสร้าง แต่คนโง่ก็เหยียบย่ำเพชรพลอยไป โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่คนฉลาดนั้น เขารู้จักเอาเพชรพลอยมาเป็นประโยชน์ได้

หลักธรรมชาตินั้นก็เหมือนกัน คนทั่วไป อยู่กับธรรมชาติ แต่ไม่รู้จักหลักธรรมชาติเลย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันก็มีอยู่ในธรรมชาติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ในธรรมชาติ แต่ไม่มีใครรู้ พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก ที่เข้าไปรู้ เห็น และนำมาเป็นประโยชน์ต่อพระองค์ได้ และด้วยพระเมตตาของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย พระองค์จึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเปิดเผย บุคคลที่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่พระพุทธเจ้านำมาเปิดเผยนั้น ก็ลงมือประพฤติปฏิบัติตาม ผลที่สุดบุคคลต่างๆเหล่านั้น ก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าท่านไปถึงแล้ว เราจึงได้กราบบุคคลเหล่านั้นว่า “สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”

“สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” จึงเป็นคำยืนยันได้ว่า ธรรมของของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีใครผูกขาด บุคคลล้วนแต่สามารถเข้าไปถึงจุดหมายเหล่านั้นได้ เหมือนกับความอิ่ม ไม่มีใครผูกขาด แต่เป็นสมบัติของคนกินเท่านั้น นับตั้งแต่“สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” ตั้งแต่พระพุทธเจ้า ยังคงดำรงอยู่ จนกระทั่งถึงวันนี้ ยังไม่ได้ขาดวรรคขาดตอนเลย นี่ก็แสดงว่า ธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลด้วยสมัย ไม่ว่าจะสมัยไหน กาลใดก็ตาม

ตราบใดที่ยังมีคนปฏิบัติ ตราบนั้นก็ยังมีพระอรหันต์

ตราบใดที่ยังคงมีคนกินอาหารอยู่ ตราบนั้นก็ยังคงมีคนอิ่ม

นี่หละ คือหลักศาสนาพุทธที่แท้จริง ก็คือศาสนาสากลนั่นเอง เพราะฉะนั้น จะมีอะไรแม่นยำเท่าศาสนาพุทธนั้นไม่มีอีกแล้ว ถ้าเรานำเอาหลักศีลธรรมในพระพุทธศาสนา เข้าไปอบรมคู่เคียงไปกับการศึกษาเล่าเรียนทางโลก ก็จะมีแต่ความเจริญอย่างแน่นอน

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม
สนธนาธรรมกับคณะครูอาจารย์ ณ วัดป่าบ้านตาด
๓ สิงหาคม ๒๕๖๓


Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *