เปลว สีเงิน-คนปลายซอย

จำเลย “สารพภาพ” แต่ดิ้นโชว์

“กรณ์” เขาตั้งพรรคใหม่ชื่อ “กล้า”

เพื่อสะท้อนแนวทางและบุคลิกพรรคและคนที่จะเข้ามาร่วม

แล้วทอนล่ะ……
พรรคที่ตั้งสำรอง เผื่ออนาคตใหม่ถูกยุบ ชื่ออะไร?อย่าบอกนะว่าชื่อ “พรรคบ้า”!
แต่ก็เข้าท่านะ เพราะตรงบุคลิกและสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้เป๊ะเลย

ยิ่งใกล้ ๒๑ กุมภา.ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยยุบพรรค ก็ยิ่งชัด
ชัดว่า พล่านและพาล เหมือน “หมาบ้าจนตรอก”!

คนดีๆ มีสติสตัง เขาคงไม่งัดเรื่องนายกฯ ร้องเพลงบนเวทีหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ ไปร้องกตต.หรอกว่า เข้าข่ายจัดมหรสพรื่นเริง

ไปร้องว่า “นายกฯทรมานหูคนฟัง”
เออ…อย่างนั้น น่ารับไว้พิจารณา!

คนที่ไปร้องน่ะ หน้าตาก็คน การศึกษาก็สูง แต่จิตสำนึกวิเคราะห์ ไหง..ต่ำ อย่างนั้นก็ไม่รู้

ไอ้เจ้า “หัวหน้า” ก็เอาใหญ่ อะไรใกล้ตัวก็โหนเป็นเหตุปลุกระดม ลงถนน..ลงถนน ตะพึด



เหตุ “เทอร์มินอล 21” คนทั้งบ้าน-ทั้งเมือง แยกแยะได้ “ใครดี-ใครเลว” ในสิ่งที่เกิด ไม่พาลโทษ-พาลด่ากราดไปทั้งกองทัพ

โดยเฉพาะ “พี่น้องโคราช”
ทั้งที่เขาเป็นผู้สูญเสียโดยตรง ถ้าจะหาเหตุ “ด่าทหาร-ด่ากองทัพ” ก็ต้องบอกว่า มีเหตุผลรับได้

แต่เขาไม่คิด และไม่ทำ
เพราะเขามีจิตสำนึกสูง แยกผิด-แยกถูก ในความเป็นตัวคน กับความเป็นกองทัพ เฉพาะราย-เฉพาะกรณี ออกจากกันได้ ไม่เหมารวม

เมื่อเห็นพัฒนาการทาง “คุณภาพคน” ของพี่น้องโคราชอย่างนี้แล้ว มันสร้างความมั่นใจขึ้นไปอีกขั้นว่า
อนาคต “ประเทศไทย-ชาติไทย” ไปรอดและไปรุ่ง ล้านเปอร์เซนต์ ด้วยกำลังหลักของชาติ จิตสำนึกสูงขึ้นเรื่อยๆ



ถ้าเปรียบพี่น้องโคราชและอีสานใกล้เคียง เป็น “หน้ามือ”
ทอนและพวก ที่ยกตนเป็นคนรุ่นใหม่
ก็เป็น “หลังตีน”!
ถามกันตรงๆ กับเหตุ “เทอร์มินอล 21” สถานการณ์ขณะนั้นในความเป็น “เพื่อนร่วมชาติ”

ทอนและคณะพรรค แสดงออกถึงจิตใจและน้ำใจต่อผู้สูญเสียขณะนั้นอย่างใดบ้าง?

และในยอดเงินบริจาคจากพี่น้องร่วมชาติ ณ ๘.๐๐ น.ของวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๕๘,๒๗๒,๐๙๓.๒๒ บาท
ทอนและคณะพรรคอนาคตใหม่ มีซัก ๑ บาท หรือ ๑ สลึง ร่วมอยู่ในนั้นมั้ย?

ไม่เลย………

มีอย่างเดียว จ้องจับผิด บิดประเด็น โพสต์ ด่า ทวีตด่า กระแนะ-กระแหน รัฐบาล นายกฯ และกองทัพ อย่างเดียว

และก็ “โหน” อย่างเดียว……
โหนกระหน่ำ-ซ้ำเติม เล่นบทปรารถนาดีของจิ้งจอก
ฉวยโอกาส ลากกองทัพเป็นจำเลย
ป่าวร้องให้ผู้คนออกมา ตัวเองจะเชือด-ชำแหละกองทัพ เป็นชิ้นๆ ว่าชั่วอย่างนั้น เลวอย่างนี้ให้ดู

ทีอย่างนี้ มีเวลา ขมีขมันทำ
ทีกกต.ก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ให้ไปชี้แจง หรือให้ทำคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรไป อย่างเรื่องพรรคกู้ยืมเงินธนาธร
โอย….จะเป็น จะตาย



เอกสารเยอะแยกมากมาย ทำไม่ทันบ้าง จำไม่ได้บ้าง เวลาน้อยบ้าง
แล้วทั้งเลขาฯ โฆษกพรรค ไปลอยหน้า ลอยตา ลอยตีน จ้อหน้าไมค์ ศาลแกล้ง ศาลรับใบสั่ง ไม่เป็นธรรม เร่งรีบ ต่างๆนานา

โธ่…เวรตะไล
คดีพรรคกู้เงิน ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ท้องโย้ โต ๙ เดือน เลยกำหนดคลอดแล้วด้วยซ้ำ!
ยังด้านว่า “รวบรัด-เร่งรีบ!”
ขอเลื่อน ศาลก็ให้ อ้างพยานเพิ่ม ๑๗ ปาก ศาลก็ให้ แต่ให้เขียนส่งไป
ก็อ้างอีก ทำไม่ทัน เกี่ยงให้นัดสืบทีละปาก พูดง่ายๆ จะยื้อไปเรื่อยๆ ศาลท่านก็รู้ แต่ได้โอนอ่อนผ่อนตามมาสมควรแก่เหตุแล้ว
๒๑ กุมภา.นี้ ตัดสินแน่!

เป็นถึงอาจารย์สอนกฎหมาย แต่ทำเหมือนวัวควายไม่ประสา ที่น่าห่วง คนที่ไม่รู้ เมื่อฟังมันเอากฎหมายมาบิดอ้างในด้านจะได้ จะพลอยหลงเชื่อ

ดังนั้น เอาอย่างนี้ ………..
เพื่อความเข้าใจที่ตรงเรื่อง-ตรงประเด็น ขั้นแรก ต้องดูโจทย์ให้รู้-ให้เข้าใจก่อน ไม่งั้น เปะปะ ใครพูดอะไรก็จะไหลตามไปเรื่อย

โจทย์ คือ คำร้องที่กกต.ส่งให้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เมื่อ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ มีว่า



“กรณีพรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน ๑๙๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือไม่?

และ……..
ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ ตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐”

นี่……
ต้องยึดโจทย์ให้มั่น อย่าวอกแวกตามแก๊ง ๓ มะกอก ออกทะเลไปตามมัน
เหมือนข้อสอบ เขาถามประเด็นไหน ต้องตอบให้ตรงประเด็นที่เขาถาม
คือด้านข้อเท็จจริง กกต.ไต่สวน สอบสวน พิจารณาครบถ้วน ได้ความจริงแล้ว ว่า
พรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินจากนายธนาธร “จริง”

กกต.จึงขอให้ศาลฯ วินิจฉัยว่า…..
เมื่อพรรคกู้เงินจริง จะผิดตามมาตรา ๗๒ พรป.พรรคการเมือง ๒๕๖๐ หรือไม่?



นี่ขยักที่หนึ่ง
เมื่อศาลฯ วินิจฉัยว่าพรรคกู้เงิน “ผิด-ไม่ผิด” แล้ว จึงถึงขยักที่ ๒
จะยุบพรรคหรือไม่ยุบ ตามมาตรา ๙๒ วรรค ๑(๓)และมาตรา ๙๓ พรป.พรรคการเมือง ๒๕๖๐

เนี่ย….
ศาลฯจะพิจารณาตามประเด็นที่กกต.ร้องมาเท่านั้น
จะเห็นว่า คดีนี้ “ด้านข้อเท็จจริง”
ยุติแล้ว!
ศาลฯไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม เพราะนายธนาธรก็ดี นายปิยบุตรก็ดี นางสาวพรรณิการ์ก็ดี
ยอมรับแล้ว เรียกว่า “จำเลยสารภาพ” ว่าพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจริง
อีกทั้งบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินที่นายธนาธรยื่นต่อป.ป.ช.ก็ระบุชัด ธนาธรปล่อยเงินกู้ให้พรรคถึง ๒ สัญญา



ดังนั้น……..
เหลือเพียงประเด็น “ข้อกฎหมาย” เท่านั้่น ที่ศาลฯจะต้องวินิจฉัยว่า
เมื่อพรรคกู้เงิน จะมีความผิดถึงขั้น “ยุบ-ไม่ยุบ” พรรค
เข้าใจประเด็นเรื่องนะครับ
เมื่อเข้าใจ ก็ไม่ต้องไปบ้าตามไอ้เบื๊อกอาจารย์กฎหมาย ที่ตะแบงจะให้ศาลไต่สวนพยาน ๑๗ ปาก

ในเมื่อข้อเท็จจริงจบแล้ว จำเลยสารภาพแล้ว จะต้องไต่สวนพยานหาส้นเกือกอะไร?

เหลือ “ข้อกฎหมาย” เท่านั้น ………
ซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล ว่าเมื่อจำเลยสารภาพ ความผิดตามสารภาพนั้น ถึงขั้น “ยุบ-ไม่ยุบ”
ไม่เกี่ยวกับพยานเลย จะอีกกี่สิบ-กี่ร้อยปาก ก็ไม่เกี่ยวและไม่จำเป็น
ประเด็น “ยุบ-ไม่ยุบ”ขึ้นอยู่กับมาตรา ๗๒ ที่ศาลฯจะตีความ



มาตรา ๗๒ มีว่า…….
“ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด
โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

นั่นคือ…….
-เงินบริจาค
-ทรัพย์สิน
-ประโยชน์อื่นใด
-โดยรู้ หรือ​ ควรรู้​ ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือ​ มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย
นี่แหละ ประเด็นชี้เป็น-ชี้ตาย ตามข้อกฎหมายเชื่อมโยงไปถึงอีกหลายมาตราที่ต้องวินิจฉัย
เข้าใจตรงกันแล้วนะ.


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *