เปลว สีเงิน-คนปลายซอย

เรื่องกฎหมาย”สไตล์ปิยบุตร”

ปิยบุตร……

บ่อยครั้งนะ ที่เจ้าเลอะเลือน และเหลี่ยมเล่ห์
ศุกร์ ๒๑ กุมภา.
ศาลฯ จะวินิจฉัยคดีพรรคกู้เงิน พวกเจ้าก็พล่านจนหัวก่าย ถ้ามีหางก็คงพันกันเมื่อวาน ทำเป็นแถลง “ปิดคดีนอกศาล” หาหว่างขาสาวกซุก
เจ้าไม่ใช่ไอ้ตี๋ไร้อันดับ หากแต่เคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย
แล้วมีมั้ย “จริยธรรมในวิชาชีพกฎหมาย” น่ะ?

ช่างกล้านะ….
กล้าพูดบิดเบือนกฎหมาย หวังสร้าง “สงสัย-คลอนคลาย” ให้เกิดกับประชาชน ต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ



เมื่อวาน (๑๗ กพ.๖๓) พูดไปได้อย่างไร ที่ว่า….
“ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรคและไม่มีอำนาจตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญพ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๐(๓) บัญญัติว่า หน้าที่และอํานาจอื่น ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ซึ่งเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีมาตราใดที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค
โดยอำนาจยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคมีอยู่ในมาตรา ๙๒ ของกฎหมายพรรคการเมืองเท่านั้น



ดังนั้น ประเด็นนี้ เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องวินิจฉัยก่อนว่ามาตรา ๙๒ ของกฎหมายพรรคการเมืองขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่?”

เนี่ย คนฟัง จะเชื่อ-ไม่เชื่อ เป็นอีกเรื่อง
แต่ที่แน่ๆ จะลังเล-สังสัย เมื่อสงสัย “ความไม่แน่ใจ” ต่อคำวินิจฉัยของศาลในวันที่ ๒๑ กุมภา.ก็จะตามมา!

เจ้ายกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐(๓)เป็นหลักฐานอ้างอิงซะด้วย!

ถึงใครไม่เชื่อ แต่ด้วยเครดิตอาจารย์สอนกฎหมาย อย่างน้อยๆ ก็ทำให้มีแหม่มตงิดๆ ตามบ้างแหละ
มันเจ้าเล่ห์จริงๆ!

มาตรา ๒๑๐ บอกว่า “ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๓)หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
แล้วปิยบุตร ก็ทิ้งห้วนไว้แค่นี้ ทุบเปรี้ยง ว่า



“เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแล้ว…..
ไม่มีมาตราใดที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค
โดยอำนาจยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคมีอยู่ในมาตรา ๙๒ ของกฎหมายพรรคการเมืองเท่านั้น”

โธ่ ไอ้ตี๋เอ้ย…….
(๓)เขาแจกแจงไว้ละเอียด เจ้ายกมาห้วนๆแค่นั้น แล้วบอก “ไม่มีมาตราใดกำหนดให้ศาลฯมีอำนาจยุบพรรค”
(๓)วรรคแรก บอกว่า…..
“การยื่นคำร้องและเงื่อนไขการยื่นคำร้อง การพิจารณาวินิจฉัย การทำคำวินิจฉัย และการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ”

เอ้า……
อยากรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคและตัดสิทธิกก.บห.พรรคมั้ย
ก็ไปดู “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑”
มาตรา ๗ บอกว่า “ให้ศาลมีหน้าที่และอํานาจพิจารณาวินิจฉัยคดี” ดังต่อไปนี้
(๑๓) คดีอื่นที่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น กําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจของศาล
แล้ว “พรป.พรรคการเมือง พศ.๒๕๖๐” อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ ใช่หรือไม่ใช่?

ใช่…อยู่ในเขตอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ
อ้าว แบบนี้ แล้วที่ปิยบุตรพูด…….

“อำนาจยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรค มีอยู่ในมาตรา ๙๒ ของกฎหมายพรรคการเมืองเท่านั้น” มันยังไงกัน?

มันไม่ไงหรอก มันก็ใช่อย่างนั้น นั่นแหละ
แล้วตะแบงไปได้อย่างไร เจ้าตี๋?
คงรู้ตัว ๒๑ กพ.นี้ สะเด็ดเก้งแน่ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ ศิษย์แซง-ฌุสต์ เลยสติแตก



หยิบตรงโน้น-ตรงนี้ มาปลุกปั่น มั่วไปหมด
ปั่นไป-ปั่นมา เหมือนเอาหางแหย่ตูดตัวเองซะงั้น!

ในเมื่อพรป.พรรคการเมือง อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
นั่นก็หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคได้ ตามมาตรา ๙๒ ของพรป.พรรคการเมือง ที่ระบุไว้…..

มาตรา ๙๒ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ “สั่งยุบพรรคการเมือง” นั้น
(๓) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ วรรคสอง มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๔
แล้วมันเป็นประเด็น “ข้อกฎหมาย” ที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่ามาตรา ๙๒ พรป.พรรคการเมือง ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญตรงไหน…หือ?
กฎหมายแม่เขาเขียนร้อยเรียง, ร้อยรัดกับกฎหมายลูกชัดเจนขนาดนี้ ยังจะตะแบงอีก
เหมือนธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์ “กลมกลืน” กันขนาดนี้
แล้วยังต้องให้วินิจฉัยในประเด็น…..

“เพื่อนกิน-เพื่อนกัน เพื่อนรู้ไม่ทัน เพื่อนก็กันเอาไปกิน” อยู่อีกหรือ?



ที่เป็นชนวนสู่การยุบพรรค ด้วยมาตรา ๙๒ ก็ตาม(๓)คือ มาตรา ๗๒ นั่นแหละ ที่ว่า
“ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

รู้เผื่อไว้อีกนิด…นิ๊ดดดเดียว คืออยากให้รู้อีกมาตรา
มาตรา ๑๒๖ พรป.พรรคการเมือง บอกว่า….

“ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น”

แถมท้ายอีกหน่อย….
เห็นเที่ยวพูด กกต.ก็ดี ศาลฯ ก็ดี รวบรัด ไม่สนใจหลักฐานและการไต่สวนพยาน ประเด็นพรรค กู้ยืมเงิน
เมื่อวาน “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom
กู้จริงหรือทำเรื่องกู้ย้อนหลัง(ทำแบบแมนฯ ซิตี้) ดังนี้

การที่ กกต.ขอเอกสารการเงินที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า ๓ ครั้ง (ร่วม ๔ เดือน) แต่พรรคการเมืองไม่ได้ส่งมอบให้

และปลายเดือนพฤศจิกายน ๖๒ พรรคดังกล่าว จะขอขยายอีก ๑๒๐ วัน แต่ กกต.ไม่อนุญาต
ให้ขยายแค่ ๓ ธันวาคม ๖๒ ถ้าไม่มอบถือว่าไม่ติดใจ เอกสารดังกล่าวประกอบด้วย



๑.บัญชีพรรคการเมือง
-บัญชีรายวันแสดงรายรับ รายจ่าย
-บัญชีรายการบริจาค
-บัญชีแยกประเภท
-บัญชีทรัพย์สินหนี้สิน
เอาเฉพาะระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๖๒ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ๖๒

๒.ขอสำเนาเงินกู้ฉบับ ๒ มกราคม ๖๒ ที่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน และฉบับแก้ไขเดือนพฤษภาคม ๖๒ ที่ส่งดอกเบี้ยทุกปี

๓.ขอให้จัดส่งเอกสารหลักฐานชำระหนี้เงินกู้ ๓ ครั้ง (ครั้งแรก ๕๐ ล้านบาท ต่อมาเงินสด ๑๔ ล้านบาท และเงินสด ๘ ล้านบาท)
รวมทั้งสำเนารายงานประชุมมติกรรมการบริหาพรรคที่เห็นชอบให้กู้เงินได้
นี่คือเอกสารที่ กกต.พยายามขอหลายรอบ แต่ไม่มีการส่งมอบ จึงเกิดคำถามตามมาว่า
ถ้ากู้กันจริงแบบตรงไปตรงมา การส่งมอบเอกสารไม่น่าจะยาก
หรือเป็นการทำเรื่องกู้ย้อนหลัง (เหมือนการโอนหุ้นย้อนหลัง) จึงทำให้ไม่มีการส่งมอบเอกสาร กู้จริงหรือทำเรื่องกู้ย้อนหลัง
นิติกรรมอำพรางรอบสอง
ทำแบบแมนฯ ซิตี้ ก็ต้องโดนแบบเดียวกัน.

แหม จุ๊ๆๆๆๆ…..
อยากเห็นปิยบุตร “แถลงนอกศาล” ในประเด็นนี้จัง!


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *