สังคม

“กำลังใจจากบะหมี่หนึ่งชาม” เรื่องราวดีๆ ที่อยากแบ่งปัน

“แม้เวลาจะผ่านไป แต่บทความบทนี้ยังคงสามารถสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมแก่หลายๆท่านที่เคยได้อ่าน ลองมาทบทวนอีกสักครั้ง เชื่อว่าบะหมี่ชามนี้ยังสามารถเป็นกำลังใจให้คุณได้ไม่เสื่อมคลาย”

“บะหมี่หนึ่งชาม”

เรื่องราวต้องย้อนหลังไปนานโข ในร้านบะหมี่ชื่อ ฮอกไกเต เมืองซับโปโร

คนญี่ปุ่นมักถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
ต้องกินบะหมี่ในคืนส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่ทุกร้านจึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

ในคืนอันหนาวเหน็บที่หิมะกำลังโปรยปราย หลังสี่ทุ่มไปแล้ว ถนนเริ่มเงียบ ลูกค้าแทบไม่เหลือแล้ว

เจ้าของร้านฮอกไกเตเป็นผู้ใหญ่ใจดี
เมียเจ้าของร้านพูดเก่ง เป็นกันเอง
พอลูกค้าหมดร้าน ก็เตรียมตัวปิดร้าน

แต่แล้วประตูร้านก็ถูกเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเด็กผู้ชายสองคน

เด็กอายุประมาณ 6 ขวบกับ 10 ขวบ
เด็กทั้งสองแต่งตัวด้วยชุดพละของโรงเรียน

ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อคลุมค่อนข้างหลวมและล้าสมัย

“เชิญนั่งครับ” เจ้าของร้านเชิญชวน
“ขอสั่งบะหมี่สักชามได้ไหมคะ” ผู้หญิงออกอาการเกรงใจ
“ได้สิครับ จัดให้เดี๋ยวนี้ เชิญนั่งครับ”
ทั้งสามถูกเชิญไปนั่งยังโต๊ะเบอร์ 2

ปกติบะหมี่ชามหนึ่งจะใช้เส้นบะหมี่จำนวนหนึ่งก้อน เจ้าของร้านใจดีแอบเพิ่มไปให้อีกครึ่งก้อน

ทั้งสามไม่รู้หรอกว่าได้เส้นบะหมี่เพิ่ม
รวมทั้งเมียเจ้าของร้านก็ไม่รู้เช่นกัน
พี่น้องต่างกินด้วยความเอร็ดอร่อย
คนน้องคีบบะหมี่ให้แม่ บอกว่า “อร่อยนะครับ แม่กินเยอะหน่อย”

พอกินเสร็จจ่ายค่าบะหมี่ไป 150 เยน
“อร่อยมากๆค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ขอให้โชคดี มีความสุขตลอดปีใหม่นะ”
เจ้าของร้านทั้งสองอวยพรส่งท้าย

เวลาผ่านไปไว วันส่งท้ายปีเก่าก็วนมาอีกรอบ ร้านฮอกไกเตก็ยังเนืองแน่นไปด้วยลูกค้า

เลยสี่ทุ่มไปแล้ว
ลูกค้าหมดร้าน
กำลังจะปิด
หญิงวัยกลางคนพร้อมลูกชายทั้งสองก็ผลักประตูเข้ามา
เมียเจ้าของร้านจำเสื้อคลุมเก่าๆ ตัวนั้นได้
เป็นลูกค้าชุดสุดท้ายของปีที่แล้ว

“ขอบะหมี่สักชามนะคะ” คนเป็นแม่สั่งอย่างเกรงใจเหมือนเดิม
“เชิญนั่งเลยค่ะ”
แล้วแม่ลูกทั้งสามก็ถูกเชิญไปโต๊ะเบอร์ 2 เหมือนเดิม

พอเจ้าของร้านเริ่มลวกบะหมี่ เมียเดินเข้ามากระซิบข้างหู
“ทำบะหมี่ให้เขาสามชามเลยดีไหม”
“ไม่ได้หรอก ถ้าทำอย่างงั้นเขาก็เขิน คงไม่กล้ารับ”

ผัวตอบพร้อมหยิบเส้นบะหมี่เพิ่มไปอีกครึ่งก้อนเหมือนเดิม
“เออ เห็นเซ่อๆ ซ่าๆ แท้จริงจิตใจก็ดีใช้ได้นี่”

เมียแซวผัวก่อนยกบะหมี่ชามใหญ่ไปเสิร์ฟ

ทั้งสามกินด้วยความเอร็ดอร่อย ชมไม่ขาดปาก

“โชคดีจังที่ได้มีโอกาสกินบะหมี่อร่อยของร้านฮอกไกเต”
“หวังว่าปีหน้าคงได้มาอีก” พี่น้องสื่อสารกันอย่างสุขใจ

จ่ายเงิน 150 เยนหลังกินเสร็จ
“ขอให้โชคดีมีสุขตลอดปีใหม่นะ”
เจ้าของร้านทั้งสองอวยพรปีใหม่ส่งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

วันส่งท้ายปีเก่าก็เวียนมาอีกรอบเป็นปีที่สาม พอเลยเวลาสี่ทุ่ม
เมียเจ้าของร้านก็เอาป้าย “จอง” เล็กๆไปไว้บนโต๊ะเบอร์ 2

ค่อนข้างแน่ใจว่าจะได้ต้อนรับสมาชิกครอบครัวนี้เหมือนเดิม
ไม่นานนักทั้งสามแม่ลูกก็เดินเข้ามาในร้านเหมือนปีที่แล้ว
ลูกชายคนโตใส่ชุดนักเรียนมัธยม
น้องชายใส่เสื้อแจ็คเก็ตของพี่ชายเมื่อปีที่แล้ว
ส่วนแม่ก็ยังคงใส่เสื้อคลุมตัวเก่าเหมือนเดิม

“เชิญนั่งค่ะ…..เชิญค่ะ” ต้อนรับด้วยอัธยาศัยอย่างดี
“เออ ขอรบกวนสั่งบะหมี่สองชามนะคะ”
แล้วทั้งสามก็ถูกเชิญไปนั่งโต๊ะเบอร์ 2 ที่ตั้งใจจองไว้ให้

ทั้งสามนั่งกินบะหมี่ด้วยรอยยิ้มและความสุข เจ้าของร้านทั้งสองยืนอยู่หลังเค้าเตอร์ก็พลอยยินดีกับรอยยิ้มของพวกเขา

“ลูกของแม่ทั้งสองคน วันนี้แม่ต้องขอบใจลูกทั้งสอง”
“ทำไมต้องขอบใจพวกเราครับ”
“คืออย่างงี้ พ่อที่จากพวกลูกไปตอนเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้น เนื่องจากพ่อเป็นผู้ทำให้มีผู้คนบาดเจ็บทั้งหมดถึงแปดคน แต่บริษัทประกันไม่สามารถจ่ายให้หมด เพราะเกินวงเงินประกัน หลายปีมานี้ แม่ต้องนำเงินไปชดใช้เดือนละห้าหมื่นเยน”

“เรื่องนี้พวกเรารู้หมดแล้ว”
“ความจริงแม่ต้องส่งเงินครบงวดสุดท้ายในอีกสามเดือนข้างหน้า
แต่วันนี้แม่ก็จ่ายครบไปหมดแล้ว”

“จริงหรือครับ แม่”
“จริงสิจ๊ะ ตลอดปีที่ผ่านมา พี่ได้ทำหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์อย่างขยันขันแข็ง  ส่วนน้องก็ต้องจ่ายตลาดซื้อกับข้าวหุงหาอาหารทุกวัน ทำให้แม่สามารถทุ่มเทเต็มที่กับงาน วันนี้บริษัทให้เงินรางวัลเป็นโบนัสพิเศษแก่แม่
แม่จึงเอาไปจ่ายหนี้จนหมด”

“ดีเลยครับ แม่ แต่ต่อนี้ไปผมก็ยังจะคงทำหน้าที่ทำครัวเหมือนเดิม”
“ส่วนผมก็จะทำหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์ต่อไปเหมือนเดินครับ”
“ขอบใจพวกเธอมาก ลูกๆ ที่น่ารักของแม่”

“แม่ครับ พวกเรามีความลับเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกแม่ เมื่อกลางเดือนที่แล้ว โรงเรียนน้องเขาเชิญประชุมผู้ปกครอง คุณครูประจำชั้นของน้องแนบจดหมายมาอีกฉบับ บอกว่าเรียงความของน้องเรื่องหนึ่งถูกคัดเลือกเป็นตัวแทนของซัปโปโร ที่จะถูกส่งไปประกวดระดับประเทศ วันนั้นผมเห็นแม่ยุ่งกับงานมาก ผมเลยถือวิสาสะไปประชุมแทน”

“ดีแล้วลูก ขอบใจมาก”
“หัวข้อของเรียงความชื่อ (เป้าหมายในชีวิตฉัน) น้องเขาเอาบะหมี่หนึ่งชามเป็นเนื้อเรื่อง น้องเล่าเรื่องถึงการเสียชีวิตของพ่อ ทิ้งหนี้สินจากอุบัติเหตุไว้มากมาย แม่ต้องทำงานหนักมากมาใช้หนี้ ส่วนผมก็ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
แล้วยังเล่าถึงบรรยากาศที่พวกเราสามแม่ลูกร่วมกันกินบะหมี่หนึ่งชามในคืนส่งท้ายปี แม้เราจะสั่งแค่บะหมี่เพียงชามเดียว แต่คุณลุงคุณป้าเจ้าของร้านก็ใจดีมาก ยังอวยพรให้พวกเรามีความสุขในปีใหม่ เหมือนเป็นการให้กำลังใจแก่พวกเราสู้ต่อไปด้วยความเข้มแข็ง อีกไม่ช้าหนี้สินที่ค้างคาก็คงจะหมดไป”

“น้องเขาเขียนว่าเขาอยากเปิดร้านบะหมี่เมื่อโตขึ้น เขาจะทำบะหมี่ที่อร่อยที่สุด และจะขอบคุณและอวยพรลูกค้า ขอให้สู้ ขอให้มีความสุขทุกๆคน”

ผัวเมียเจ้าของร้านทั้งสองต้องรีบก้มตัวลงหลังเค้าเตอร์ ต่างเอาผ้าเช็ดหน้าของตนเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมากด้วยความตื้นตัน

“น้องเราต้องขึ้นไปอ่านเรียงความบทนั้นต่อหน้านักเรียนและผู้ปกครองทั้งหมด ทุกคนได้ปรบมือให้ด้วยเสียงดังกึกก้องเมื่อน้องอ่านจบแล้ว
ครูก็ให้ผมขึ้นไปพูดต่อในฐานะผู้ปกครอง”

“อุ้ย แล้วลูกทำยังไง”

“มันกระทันหันมาก และผมก็ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ก็เลยเริ่มด้วยคำขอบคุณเพื่อนๆ ของน้องที่เอ็นดูน้องมาตลอด แต่เพราะน้องมีภาระกิจที่ต้องรีบกลับบ้านไปทำครัวทำงานบ้าน
เลยไม่ค่อยมีเวลาร่วมงานกลุ่ม
รู้สึกจะเป็นการเอาเปรียบเพื่อนๆ
ต้องขออภัยหากนั่นคือความยุ่งยากที่ได้ก่อไว้ เห็นน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่หนึ่งชามแล้ว ผมไม่มีวันลืมความรู้สึกของคุณแม่ ที่มีปัญญาสั่งแค่บะหมี่ชามเดียวสำหรับพวกเราสามคน
พวกเราพี่น้องจะไม่มีวันลืมความรู้สึกอันนี้ พวกเราสองพี่น้องจะพยายามต่อไปให้ดีที่สุด สัญญาว่าจะช่วยกันดูแลคุณแม่อย่างดี และผมขอรบกวนฝากน้องชายผมไว้กับเพื่อนๆ ด้วยครับ”

แม่ลูกทั้งสามยื่นมือมาประสานกัน
แม่ตบบ่าลูกทั้งสองเบาๆ

บรรยากาศดีกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา
หลังจ่ายเงินค่าบะหมี่ 300 เยนเสร็จพร้อมคำขอบคุณ เจ้าของร้านทั้งสองรีบอวยพรเหมือนเดิม

“สุขสันต์ตลอดปีใหม่นะ”

ปีถัดมา ใกล้เวลาสี่ทุ่ม
ป้าย “จอง” ถูกนำไปวางไว้โต๊ะเบอร์ 2 เหมือนเดิม แต่ปีนี้แม่ลูกทั้งสามไม่ได้ปรากฏตัว และปีถัดๆ มาก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย

ร้านบะหมี่ฮอกไกเต ก็ยังขายดีเหมือนเดิม ร้านได้ตกแต่งใหม่หมดทั้งร้าน
โต๊ะเก้าอี้เปลี่ยนใหม่หมดทั้งร้าน
ยกเว้นโต๊ะเก้าอี้ชุดเบอร์ 2 ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ทุกอย่าง

“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ลูกค้าเกือบทุกคนสงสัยเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์ 2 จนเจ้าของร้านต้องเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้ฟัง

โต๊ะเบอร์ 2 ที่โดดเด่นอยู่กลางร้าน
จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของกำลังใจแก่ทุกคนที่พบเห็น

ไม่แน่ สักวันในอนาคต โต๊ะเบอร์ 2 อาจได้ต้อนรับพวกเขาอีกครั้ง เจ้าของร้านแอบหวังลึกๆ

โต๊ะเบอร์ 2 กลายเป็น “โต๊ะแห่งความโชคดี”

บางคนตั้งใจเดินทางมาเพื่อขอดูโต๊ะตัวนี้

มีนักเรียนยอมเข้าแถวรอเพื่อนั่งโต๊ะตัวนี้

คนส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกเป็นพิเศษเมื่อได้นั่งโต๊ะตัวนี้

แล้ววันส่งท้ายปีก็เวียนมาถึงอีกรอบ
หลายปีที่ผ่านมา ร้านฮอกไกเตกลายเป็นที่ชุมนุมของชาวร้านค้าละแวกใกล้เคียง

นอกจากมาร่วมกันกินบะหมี่เป็นการส่งท้ายปีแล้ว ยังช่วยกันนำกับข้าวกับปลามาแบ่งกันกิน มาชุมนุมกันเพื่อรอฟังเสียงระฆังวัดเคาะต้อนรับปีใหม่
ยกเว้นโต๊ะเบอร์ 2 ที่มีแต่ป้าย “จอง” วางไว้ แต่ยังคงว่างเปล่าเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

เวลาสี่ทุ่มครึ่ง ประตูร้านถูกผลักออก
ชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาในร้าน
ใส่สูทเรียบร้อยดูดีมีราศี มีเสื้อโค้ทพาดไว้ที่มือ

ทุกคนในร้านหันไปมองด้วยความตื่นเต้นเพราะคาดหวังไว้ แต่เมื่อเห็นแค่คนหนุ่มเพียงสองคน ความตื่นเต้นก็พานหายไป

เมียเจ้าของร้านกำลังจะบอกว่า
“ขอโทษค่ะ ร้านเต็มหมดไม่มีที่นั่งแล้ว”

ทันใดนั้น ก็มีผู้หญิงค่อนข้างสูงวัยในชุดประเพณีของชาวญี่ปุ่น ก้าวเข้ามาในร้านพร้อมยืนอยู่ตรงกลางของหนุ่มทั้งสอง

ทุกคนในร้านเริ่มเงียบอีกครั้ง ก่อนที่หล่อนจะพูดออกมาอย่างเบาๆ ว่า
“ขอโทษค่ะ ขอบะหมี่สามชามได้ไหมคะ”

เมียเจ้าของร้านมีสีหน้าตกใจ

สิบกว่าปีที่แล้ว…..หล่อนพยายามนึกทบทวนภาพสามแม่ลูกในอดีต มาเปรียบเทียบกับสามแม่ลูกที่ยืนอยู่ตรงหน้าในตอนนี้ มันใช่หรือ…..

คุณลุงเจ้าของร้านที่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์ก็ตกใจพร้อมกับชี้มือไปที่พวกเขา
“พวกคุณ….พวกคุณ…..”

หนึ่งในชายหนุ่มเห็นเจ้าของร้านทั้งสองตกใจจนพูดไม่ออกเลยบอกว่า “พวกเราแม่ลูกสามคนเคยมาสั่งบะหมี่หนึ่งชามเมื่อสิบสี่ปีที่แล้ว ด้วยกำลังใจจากบะหมี่ชามนั้น  และคำอวยพรของคุณลุงคุณป้า เราสามคนแม่ลูกจึงมุ่งสู้ชีวิตไม่เคยท้อถอยจนทุกวันนี้”

“หลังจากปลดหนี้เรียบร้อยแล้ว
พวกเราย้ายไปอยู่บ้านคุณยายที่เมืองเกียวโต ปีนี้ผมเรียนจบหมอเรียบร้อยแล้ว กำลังทำหน้าที่แพทย์ฝึกหัดในแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
แล้วปีหน้าผมจะย้ายมาประจำที่นี่ที่โรงพยาบาลซัปโปโรครับ”

“วันนี้ผมมาเยี่ยมเยือนโรงพยาบาลซัปโปโรตามมารยาท เสร็จแล้วพวกเราได้ไปเคารพหลุมศพคุณพ่อที่สุสาน
และนี่คือน้องผมที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเปิดร้านขายบะหมี่ แต่ตอนนี้น้องผมทำงานที่ธนาคารในเกียวโต เราปรึกษากันว่า จะพาคุณแม่แวะมาเยี่ยมเยือนร้านบะหมี่ฮอกไกเตอีกครั้ง
มาสวัสดีทักทายคุณลุงคุณป้า พร้อมกับจะขอลิ้มรสบะหมี่ที่อร่อยที่สุดในชีวิตสักสามชาม”

ผัวเมียเจ้าของร้านทั้งสองน้ำตาคลอเบ้า ทำอะไรไม่ถูกแล้วในตอนนี้

กลับกลายเป็นเพื่อนบ้านคนขายผักมีสติดีกว่า รีบตะโกนขึ้นว่า

“จะช้าอยู่ทำไม โต๊ะเบอร์ 2 ที่ตั้งป้าย “จอง” มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ไม่ใช่เพื่อรอต้อนรับพวกเขาเหรอ รีบต้อนรับแขกเร็ว”

พอได้สติ เมียเจ้าของร้านรีบตะโกนเชื้อเชิญแขกด้วยเสียงที่ตื้นตัน

“เชิญค่ะ เชิญโต๊ะเบอร์ 2 เลยค่ะ บะหมี่สามชาม…”

ผัวรีบเช็ดน้ำตา
“ครับ…..บะหมี่สามชาม…..ได้เดี๋ยวนี้”

///////////////////

กำลังใจจากเจ้าของร้าน แม้จะเป็นเส้นบะหมี่เพียงก้อนสองก้อนที่แถมให้
กับคำอวยพรที่มาจากใจจริงของคนทั้งสอง

กลับสามารถสร้างกำลังใจให้กับคนที่กำลังทุกข์ระทมอยู่ก้นเหว ให้เป็นแสงสว่างสู้ชีวิตต่อไป

อย่าดูหมิ่นกำลังใจที่เราหยิบยื่นให้คนอื่น อาจเป็นเพราะกำลังใจจากใจจริงของเรา แต่สามารถเป็นแสงสว่างนำทางให้ผู้อื่น

เพราะฉะนั้น อย่าตระหนี่ความรักความหวังดีที่เรามีต่อคนอื่น จงแสดงออกไปด้วยความจริงใจ แม้อาจเป็นแค่แสงริบหรี่ในคืนอันหนาวเหน็บ แต่มันคือความอบอุ่นและแสงสว่างที่แท้จริง ที่มนุษย์เราควรมอบให้กันด้วยความรักและห่วงใย

ขอบคุณ

ห้องสมุดฟลิ้นท์
“ขจรศักดิ์” แปลและเรียบเรียง
Credit: Social forwards

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *