เปลว สีเงิน

“๒๑ ตุลา. “สำนึกย้อน” สำนึกไทย”

ผม “หายไป” ด้วยท้องไส้ไม่สบายซะหลายวัน
แต่วันนี้ ๒๑ ตุลา.
ไม่หายก็ต้องหาย เพราะเป็นวันครบรอบอีกขวบของไทยโพสต์ ยังไงๆ ก็ต้องเอาหน้ามาเจอกัน

ที่สำคัญ ……..
ในรอบ ๒๔ ปี มงคลสูงสุดได้เกิดที่ไทยโพสต์วันนี้ โดยพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ “พระอาจารย์อนิลมาน สากิโย” รองเจ้าอาวาสวัดบวรฯ รับอาราธนามากล่าวธรรมคติที่โรงพิมพ์ตอน ๔ โมงเช้า ฉะนั้น ท่านใดปรารถนารับมงคลธรรมจากพระอาจารย์เพื่อนำปฏิบัติเป็นมงคลชีวิต ก็..ชอเชิญ ด้วยยินดี

ประเทศไทยของเรา…..
มี “ชาติ-พระศาสนา-สถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นรากแก้ว
และ “รากแก้ว” หลอมรวม “สำนึกไทย” เป็นแก่นแกน
ด้วยเหตุปัจจัยเกื้อต่อกันนั้น….
ความเป็นไทย-ประเทศไทย กับ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ จึงเป็น “สิ่งเดียวกัน”

แต่ระยะนี้ มี “คนกลุ่มหนึ่ง” พยายาม “กัดเซาะ” รากแก้ว ส่อเจตนาโค่นล้ม
หวังเปลี่ยนระบบ-ระบอบ สู่การแบ่งแยกความเป็นราชอาณาจักรไทย!
คนกลุ่มนี้ ลำพังตัวก็แค่ผยอง แต่ที่พองขนเสิบสานไปถึงสถาบัน นั่นเพราะ “ชาติตะวันตก” หนุนหลัง
ยุโรปกำลังจน ……….
เพราะสมบัติที่ปล้นจากเอเชียอาคเนย์ไปในยุคล่าอาณานิคม อิ่มหมีพีมันกันในรูป “รัฐสวัสดิการ” ขณะนี้
เกลี้ยงแล้ว!
ความแร้นแค้นแผ่ทั่วชาติยุโรป และนั่น มันกระตุ้นสันดานนักล่าให้ออกล่าเหยื่ออีกครั้ง
ได้ฟังที่ “พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์” ผบ.ทบ.บรรยายถึงไทยเราจำต้องสละดินแดนถึง ๑๔ ครั้ง เพื่อรักษาความเป็นไทยกันแล้วมิใช่หรือ?
นั่นแหละ การล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก มันกำลังกลับคืน เพียงแต่มาด้วยรูปแบบและวิธีการแตกต่างจากอดีตเท่านั้น

ไม่ยกกำลังข่มขู่ เพื่อยึดครองเอง
แต่ใช้วิธีเลือก “ซื้อคน” ไปเพาะเชื้อชั่วให้ชังชาติด้วยกากความคิดทางการเมือง, การปกครองและสังคมในยุค “ปฏิวัติฝรั่งเศส”
ใช้คำว่าสิทธิมนุษยชน-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพเป็นอาวุธโค่นบัลลังก์กษัตริย์ บั่นพระเศียรพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๖ ด้วยกิโยติน
แล้วเขียนรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็น “สาธารณรัฐ” ฝรั่งเศส

“เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” เป็นทั้งคำขวัญทั้งหัวใจรัฐธรรมนูญในความเป็นสาธารณรัฐ

สังเกตให้ดี……
มีบางพรรคการเมืองของเรา วางตำแหน่งเป็นเงาแนวคิดปฏิวัติฝรั่งเศส ในหลักการ สิทธิมนุษยชนด้วย “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ดังเขา
นักล่ายุคไอที ไม่เอาเรือปืนมาปิดปากอ่าวอย่างตะก่อน แต่ใช้รูปแบบ “สงครามตัวแทน”
ซื้อนักวิชาการตามมหาลัย ผ่านการให้ทุนวิจัย ทุนการศึกษาต่อ ผ่านนักรับจ้างเคลื่อนไหว ผ่านเอ็นจีโอ ผ่านกองทุน-มูลนิธิ ผ่านองค์กร เช่น NED และสื่อหลากรูปแบบ

ขุยไผ่ ฆ่ากอไผ่ หนอนฆ่าต้นมาจากไส้ใน ฉันใด ขบวนการล่มชาติ ก็มาจากคนในชาติ ฉันนั้น

“ข้าจะเสนอในสิ่งที่เจ้าไม่สามารถปฏิเสธ”

New World Order…..
การจัดระเบียบโลกใหม่ สู่ความเป็น “รัฐบาลโลก” ในศตวรรษที่ ๒๑ นี่คือปฏิบัติการนักล่าชาติตะวันตกขณะนี้
ปฏิบัติการ “ใช้คนในชาติล่มชาติ” มันปรากฏขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศ

“ฮ่องกง” คือหนังตัวอย่าง ที่ “สหรัฐ-ยุโรป” เปิดหน้าไพ่เล่นผ่าน “สงครามตัวเแทน”!

สหรัฐ-ยุโรป ไม่ต้องไปโบกธงชาติและร้องเพลงชาติบนแผ่นดินฮ่องกงเอง หากแต่คนฮ่องกงร้องและโบกให้เองขณะนี้

ย้อนกลับมาดูบ้านเรา…………
พรบ.งบประมาณแผ่นดิน ปี ๒๕๖๓ ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว เมื่อคืน ๑๙ ตค.๖๒
แต่ที่น่าสนใจกว่าพรบ.งบประมาณ คือพรก.โอนกำลังพล

“พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วน ของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๒”

สส.ทั้งฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล ให้ความเห็นชอบร่วมกันต่อการโอนกำลังพลตามพรก.นี้ ๓๗๖ เสียง
มีเพียงพรรคอนาคตใหม่ “พรรคเดียว” โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล
นำ ๗๐ เสียง “โหวตคว่ำ”! ค้านการโอนกำลังพลไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็นส่วนราชการในพระองค์

ครับ น่าสนใจมาก กับปฏิบัติการท้าทายของปิยบุตร
จริงอยู่ การ เยส หรือ โน ในระบบสภา เป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย
ไม่มีอะไรผิด ที่ ๗๐ สส.โดยปิยบุตร ต่อต้านการโอนอัตราพลไปเป็นส่วนราชการในพระองค์

แต่ปิยบุตรและสาวก ทราบมิใช่หรือว่า พรก.นี้ เป็นไปตามพระราชประสงค์
คนไทย ด้วย “สำนึกไทย” ทุกคนเข้าใจ…….
การณ์ใด เป็นไปเพื่อความมั่นคง-ปลอดภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
การณ์นั้น เท่ากับเป็นความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศชาติ-ประชาชน ตลอดถึงเศรษฐกิจสังคมประเทศ
พรรคเพื่อไทยและอีก ๕ พรรคฝ่ายค้าน ก็เข้าใจ
และเขาแยกแยะได้ ระหว่าง “การเมืองเรื่องอำนาจ” กับ “การเมืองเรื่องสถาบันสูงสุด” ในความเป็นชาติ

ปิยบุตรไม่ใช่คนโง่….
ไม่อย่างนั้น จะไม่เป็นตัวเลือกของฝรั่งเศส ให้ทุนเรียน ทุนวิจัย ไปอัดฉีดแนวคิดเสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ อยู่ฝรั่งเศส จนได้เมียฝรั่งหรอก

ปิยบุตรดื่มด่ำแนวทางนักการเมืองทรราช “หลุยส์ อ็องตวน เดอ แซงฌูจส์” ที่เป็นแกนนำให้ประหาร “พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๖” มาก

คุณ “ผักกาดหอม” ยังชมไปวันก่อนว่า ฉลาดและย้อนยอกกว่าธนาธรด้วยซ้ำ

ปิยบุตรจะชังหรือไม่ชังชาติก็เถอะ แต่เชื่อว่า นอกจากเพลงชาติแล้ว เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นอีกเพลง ที่ปิยบุตร ต้องได้ยิน

ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล บุญดิเรก
เอกบรมจักริน พระสยามินทร์ พระยศยิ่งยง
เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา
ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย
ดุจจะถวายชัย ชโย.

แต่ปิยบุตร มินำพา อ้างกฎหมายอันเป็นกายภาพ คว่ำกฎหมายที่จะโอนกำลังพลไปเป็น “ส่วนราชการในพระองค์”

ซึ่งนั่นก็ไม่ผิดทางกฎหมาย
แต่ถ้าผ่ากระโหลกแหวะสมองดูวิสัยทาง “นึกคิด-จิตสำนึก” อาจไม่พบ “สำนึกไทย” เลยก็ได้
ถ้ามี “จิตภักดิ์” ด้วยยางสำนึกในความเป็นพสกนิกร ต้องเข้าใจ ตามท่อนที่ว่า
……….เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา
ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย
ดุจจะถวายชัย ชโย.

แต่นี่…คุณกลับใช้วาทะโฉบเฉี่ยว “ตีวัวกระทบคราด-ด่ากราดนายผ่านลูกน้อง” ในเวทีสภา มันสะใจมากนักใช่มั้ย?

จะยกตัวอย่างกระทืบดินให้สะเทือนถึงฟ้าในลีลาปิยบุตร เมื่อ ๑๗ ตค.ให้พินิจกัน ดังนี้

“…….พลเอกประยุทธ์ จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา ๑๗๒ เสมือนกับมีอำนาจตามมาตรา ๔๔ ไม่ได้
หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้
เท่ากับว่าเรากำหนดสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ที่ยืนยันว่าอะไรก็จะใช้อำนาจรวดเร็ว เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เสมอ
หากไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ เราจะช่วยให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจ
แต่หากปล่อยผ่านเรื่องนี้ จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด
นายกฯอยากได้อะไร ขี้เกียจรอสภา ไม่อยากชี้แจงต่อสภา ก็ใช้อำนาจตราพ.ร.ก.
นานวันเข้า การออกพ.ร.ก.จะกลายเป็นสภาพเป็นมาตรา ๔๔ จำแลง

…………………..

“ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร และรัฐธรรมนูญไทยก็รับรองต่อเนื่องเรื่อยมา คือประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ
ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยผ่านทางรัฐสภา, ครม. และศาล
พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำอะไรผิด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิดชอบ
แต่รัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และไม่ใช่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓ /๒๕๖๒ ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่ามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ
พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่าปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง
หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฏหมายรัฐธรรมนูญซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่า
ระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ”

ครับ…อาจไม่ผิด
แต่วิญญูชนรับรู้ได้ในเจตนาผู้พูด ว่าที่พูด-ที่ทำเช่นนั้นประสงค์ใด?
ถ้าใครไม่รู้ ให้ย้อนไปดูที่นายปิยบุตร เดี่ยวไมโครโฟนโต้พลเอกสมพงษ์ เมื่อ ๑๒ ตุลา.ในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองประชาธิปไตย”

ฟังท่อนที่ปิยบุตร “เปลือยตัวตน” ละกัน

“…..ยุคปัจจุบันนี้ เรากล่าวกันว่าเป็นโลกสมัยใหม่นะครับ ที่ในภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า secularization of state
หมายความว่า “การถอดรื้อความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ ออกจากองค์ประธานผู้ทรงอำนาจ”

ในอดีต เราบอกว่าผู้ทรงอำนาจสูงสุดในรัฐๆหนึ่ง คือ
ก๊อด..พระเจ้า แล้วเราก็ไปผูกโยงกับเรื่องพระศาสนา
ในยุคๆ หนึ่ง เราผ่านยุคพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช เราบอกว่า “อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์”
ในยุคๆหนึ่ง เราบอกว่า ไปอยู่กับกองทัพ ผู้นำเผด็จการ มันต่างยุค ต่างสมัย แต่ละประเทศ ผ่านขั้นตอนเหล่านี้มา จนเดินทางมาสู่ยุคปัจจุบัน เราเห็นตรงกันแล้วว่า
ความทันสมัยในเรื่องการเมือง การปกครอง จะเกิดขึ้นได้ ก็คือ
secularization of state “ถอดรื้อเอาความศักดิ์สิทธิ์ออกไปจากผู้ทรงอำนาจสูงสุด”

แล้วสร้างหน่วยใหม่ สร้างองคภาวะขึ้นใหม่ ให้กลายเป็น “ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในรัฐแต่ละรัฐ”

นั่นก็คือประชาชน

วันนี้ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ เป็นวันดี ก็ขอให้ “ความสุขสวัสดี” จงมีแก่ ๗๐ สส.อนาคตใหม่
และกิโยตินจงอย่ามีกับ “แซงฌูจส์-ปิยบุตร-รอแบ็สปีแยร์-ธนาธร” เลย
สา….ธุ!

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

One Comment

  • Jantavikulbutr Kaeo

    ขออวยพรให้ ไทยโพสต์ และ ป๋าเปลว อยู่คุ่ประเทศไทยไปอีกนานแสนนานนะคะ ขอให้ป๋ารักษาสุขภาพด้วยค่ะ ขอให้หายเป็นปกติกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าเดิมนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *