• การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  เกษตร

    สร้างประเทศให้เจริญด้วยการจัดการ “น้ำ” ภาคอีสานอย่างเป็นระบบ

    บทความ : ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษยชาติ การละเลยไม่ให้ความสำคัญ “น้ำ” ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์ ทรัพยากร “น้ำ” สำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติพบว่า ภายในปี 2025 ประชากรกว่า 7 พันล้านคนจาก 60 ประเทศจะประสบภาวะการขาดแคลนน้ำรุนแรง ซึ่งพื้นที่ที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในขั้นวิกฤติจะมีอัตราการใช้น้ำสูงถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี และมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนน้ำรุนแรงมากยิ่งๆ ขึ้นจนถึง 1,700 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  โดยองค์การน้ำโลกคาดการณ์ว่าจะเกิดการแย่งชิงน้ำเกิดขึ้นในปี 2050 จากข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เราจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้หลักของคนส่วนใหญ่มาจากอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ “น้ำ” เป็นปัจจัยหลักในการผลิตและดำรงชีพ ประเทศไทย  ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม เคยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงแนะนำให้พสกนิกรทำการเกษตรแบบพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ ให้ลดการพึ่งพิงกระแสทุนนิยม เพื่อให้ลูกหลานไทยทั้งประเทศอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีโดยถ้วนทั่ว มิใช่แบบ “รวยกระจุก จนกระจาย” หากไม่หลอกตนเอง ก็จะสามารถรับรู้ถึงสัญชาตญาณภายในได้ว่า ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทหรือโรงงานเลิกจ้าง ลูกหลานไทยค่อนประเทศจะต้องย้อนกลับไปทำ “อาชีพเกษตรกรรม” เพื่อตั้งหลักรอโอกาสใหม่ ๆ ในครั้งต่อไป  เพราะสาขาอาชีพนี้ คือสิ่งที่คนไทยและบรรพบุรุษ มีความชำนาญที่สุด มีความถนัดมากกว่าการไปผลิตโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ อู่ซ่อมเครื่องบิน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งไม่รู้ว่าจะอีกกี่ชาติจึงจะสามารถพัฒนาคุณภาพแข่งข้นกับเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาได้  แต่ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญส่งเสริมให้ประชาชนหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลิตผลภาคการเกษตร ทำตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ ช่วยก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านอาหาร เช่น การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารออร์แกนิคของโลก ส่งออกอาหารเพื่อสุขภาพให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ให้ผู้คนชนทั่วโลกควรจะต้องมาดูงานมาศึกษา ว่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทุเรียนอินทรีย์ ลำไยอินทรีย์ มะม่วงอินทรีย์ ฯลฯ เขามีวิธีการผลิตและแปรรูปอย่างไร จึงมีคุณภาพดีเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ ถ้ามีความชัดเจนว่าวิถีคนไทย คือ วิถีเกษตรกรรม ก็ควรหันมาทุ่มเทเรื่องการบริหารจัดการ “น้ำ” ทั้งประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน โดยอาจจะเริ่มต้นที่ภาคอีสานก่อนก็ได้ เนื่องด้วยมีจำนวนประชากรและพื้นที่การเกษตรมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ 103.5 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศ แต่ขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูก และยังคงวนเวียนอยู่กับนิยามของคำที่นักข่าวแถลงบ่อย ๆ คือ “น้ำท่วม และฝนแล้ง ซ้ำซาก” วิธีการผันน้ำโขงในช่วงหน้าฝน ซึ่งปริมาณน้ำในโขงจะสูงขึ้นจาก โขด หิน เกาะแก่งใต้ท้องน้ำ ตรงบริเวณจังหวัดเลย ช่วยทำให้การผันน้ำจากแม่น้ำโขง ไม่กระทบกับกฎหมายภาคีกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และทำการขยายพื้นที่รับน้ำ สร้างอุโมงค์ผ่านช่องเขา สร้างคลองชลประทาน คลองไส้ไก่ผันน้ำตามแรงโน้มถ่วง ต่อไปยังเขื่อนอุบลรัตน์ หล่อเลี้ยงลุ่มน้ำโขงอีสานบน อีกเส้นทางตรงไปยังพื้นที่อีสานตอนกลางคือ ลุ่มน้ำชี และต่อไปยังลุ่มน้ำมูล ซึ่งเป็นอีสานตอนล่าง ซึ่งก็จะช่วยทำให้อีสานทั้งหมดมีน้ำไว้ใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้อย่างคุ้มค่าเต็มประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แต่ถ้าลงลึกในรายละเอียด ยังพบปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่มากมาย เช่น…

  • การเมือง-เศรษฐกิจ,  ยานยนต์

    “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” คึกคัก  ค่ายรถอัดแน่นเต็มพื้นที่ พร้อมแจกรถคืนกำไร 4 คัน

    ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เผยว่า ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “โลดแล่นทันใด ทะยานไปด้วยกัน – Ride and Drive Together Now” ซึ่งขณะนี้เตรียมงานพร้อมแล้ว โดยมีค่ายรถยนต์เข้าร่วม 33 ผู้ผลิต จาก 9 ประเทศ และรถจักรยานยนต์ 26 ผู้ผลิต จาก 8 ประเทศ เพื่อเปิดตัวรถรุ่นใหม่ภายในงานจำนวนมาก รถยนต์ 33 ผู้ผลิต ได้แก่ AUDI, BENTLEY, BMW, CHEVROLET, FORD, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JAGUAR, KIA, LAMBORGHINI, LAND ROVER, LEXUS, MASERATI, MAZDA, McLAREN, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NISSAN, PEUGEOT, PORSCHE, SUBARU, SUZUKI, TATA, TOYOTA, VOLVO รวมถึงชุดแต่งและรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, MOKE, M’Z SPEED และ SWIFT รถจักรยานยนต์ 26 ผู้ผลิต ได้แก่ APRILIA, BENELLI, BMW, CF MOTO, DUCATI, GPX, HANWAY, HARLEY-DAVIDSON, HONDA BIGBIKE, HYOSUNG, KAWASAKI, LAMBRETTA, LIFAN, MOTO GUZZI, MV AGUSTA, NKT, PEUGEOT, PIAGGIO, ROYAL ALLOY, ROYAL ENFIELD, RYUKA, SUZUKI, TRIUMPH, VESPA, YAMAHA และ…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  กีฬา,  ประชาสัมพันธ์,  สุขภาพ

    มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ชวนวิ่งการกุศล กับงานวิ่งแห่งปี “AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์”

    มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมดีๆ สำหรับคนไทยกับงานวิ่งแห่งปี “AIDS-ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” ณ ลานทางเชื่อม BTS สยามสแควร์วัน ชั้น G โดย “คุณ พร้อมบุญ พานิชภักดิ์” กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิเอดส์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ทั้งนี้ยังมีคุณ “หนูดี วนิษา เรซ” และ “พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ ร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ สำหรับงาน “AIDS–ALMOST ZERO RUN วิ่งพิชิตเอดส์” จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และเพื่อระดมทุน/ทรัพยากรในการทำงานป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี และช่วยเหลือเด็ก เยาวชนและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ที่อยู่ในภาวะยากลำบาก   AIDS-ALMOST ZERO RUN เป็นงานวิ่งการกุศลและสร้างความตระหนักให้กับสังคมได้มีส่วนร่วมที่จะนำพาประเทศไทยผ่านโค้งสุดท้าย เป็นประเทศที่ไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ จะมี 2 กิจกรรมหลัก คือ AIDS-Almost Zero Run Event และ AIDS-Almost Zero Virtual Run โดยจะเชิญชวนผู้คนจากทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วมกิจกรรม และให้การสนับสนุนการดำเนินงานในครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกของการระดมทุนทางสังคม ที่จะทำให้ผู้คนในสังคมมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานยุติเอดส์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและขยายผลไปทั่วประเทศ เนื่องจากทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยการวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อคุณพร้อม จะที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งในวันงาน โดยความพิเศษของงานนี้คือเป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการ “อีกนิดพิชิตเอดส์” หรือ “AIDS-ALMOST ZERO” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันเอดส์โลกคือวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เพื่อเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องเอดส์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขจัดเอดส์ให้เป็นศูนย์ กิจกรรม AIDS-Almost Zero Run Event  ณ กระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี  และกิจกรรม AIDS-Almost Zero Virtual Run  ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม 2562 ทุกคนที่สมัครลงทะเบียนวิ่ง สามารถเก็บระยะทาง และส่งผลการวิ่งผ่านช่องทางที่ ผู้จัดกำหนดไว้ งานนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก “หนูดี – วนิษา เรซ” และ “หมอเอิง – พญ.อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการ และยังมีตัวแทนในวิชาชีพสื่อ มาเป็นพลังร่วมขับเคลื่อนเพื่อยุติเอดส์ในประเทศไทย อาทิ  “ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ  เพ็ญพรรณ แหลมหลวง พัทรวี บุญประเสริฐ รณชัย ศิริขันธ์ ณัฏฐ์อาภา ผ่องทิพาภรณ์ ชุติมา พึ่งความสุข ธีรวัฒน์ พึ่งทอง ภรภัทร สุทธิประภา วศิน บุณยาคม…

  • ท่องเที่ยว & อาหาร

    ชวนเที่ยว “LHONG 1919 Awakening Bangkok 2019” ออกไปล่าแสงสวย ไหว้เทพเจ้ารับทรัพย์

    ลมหนาวมาเยือนกรุงเทพฯแล้วนะ อากาศเย็นสบายแบบนี้เลยชวนคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะสายเซลฟี่ มือใหม่หัดถ่าย หรือ ช่างภาพระดับโปร มาเที่ยวงาน “LHONG 1919 Awakening Bangkok 2019” ระหว่างวันที่ 9 – 24 พฤศจิกายน 2562 กันดีกว่า จัดโดย LHONG 1919 (ล้ง 1919) ร่วมกับ Time Out Bangkok (ไทม์เอาท์แบงค็อก) ชวนคนรักการถ่ายภาพมาลั่นชัตเตอร์รัวๆ เก็บโมเม้นท์สวยๆ กับเทศกาลแสงสีและสื่อผสม ตื่นตากับเทคนิคการจัดแสงไฟ พร้อมเสพศิลป์ความสวยงามของสถาปัตยกรรมจีนไว้ได้อย่างลงตัว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ย่านบางรัก-เจริญกรุง กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก และเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้มีพื้นที่แสดงผลงานต่อสาธารณชน เลยไม่พลาดที่จะชวนสาวกคนรักการถ่ายภาพ มาอัพสกิลฝึกปรือฝีมือ ครีเอทท่าโพสกันให้เป๊ะ! ก่อนที่จะไปเดินลุยสนามใหญ่ในงาน “Awakening Bangkok 2019” กัน มา “ล้ง 1919” ไม่มีหลง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานี สะพานตากสิน เดินมาที่ ท่าเรือสาธร ขึ้นเรือด่วน ธงส้ม 15 บาทเท่านั้นจ้า…แล้วมาลงที่ ท่าเรือราชวงศ์ และต่อเรือข้ามฟากมาลงที่ “ท่าเรือดินแดง” เดินเข้าซอยวัดทองธรรมชาติ ตรงข้ามโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เดินเข้ามาสุดซอยวัดทองธรรมชาติก็จะเจอ “ล้ง 1919” ทันทีที่เดินเข้ามาถึงก็ต้องสะดุดตากับ “Gateway ซุ้มประตูทางเข้าขนาดใหญ่” ผลงานการออกแบบจากทีม Donboy วิชวลดีไซเนอร์ โดยมี บอม – พริษฐ์ ตรีชดารัตน์ ดูแลด้าน INSTALLATION DESIGNER, ฌอน – ชวกร ศฤงฆารนันท์ ดูแลด้าน MOTION GRAPHIC DESIGNER, แทน – แทนสกุล สุวรรณกูฏ ดูแลด้าน SOUND DESIGNER และ ป้อง – ดิษฐวัฒน์ อัจจมาลย์วรา ดูแลด้าน LIGHTING DESIGNER จัดแสดงบริเวณลานหน้าศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว เป็นซุ้มทางเดินที่เชื่อมไปยังศาลเจ้า โดยดึงเอาจุดเด่นของสถาปัตยกรรมจีนและเรื่องราวที่น่าสนใจของ “ล้ง 1919” พื้นที่ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่เดิมมีชื่อว่า “ฮวย จุ่ง ล้ง” หรือ “ท่าเรือกลไฟ” ท่าเรือขนาดใหญ่ ที่เรือสินค้าและเรือโดยสาร จะต้องมาขึ้นท่าเรือที่นี่ เสมือนศูนย์กลางค้าขายทำธุรกิจที่คึกคักที่สุดระหว่างชาวสยามและชาวจีนในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนโพ้นทะเล ที่นิยมเดินทางมาขอพรก่อนและหลังเดินทางกับ “เจ้าแม่หม่าโจ้ว” เพื่อให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ผ่านการออกแบบแสงสีและสื่อผสมในคอนเซ็ปต์ “โรงละครงิ้ว” ภาพสะท้อนการเดินทางวัฒนธรรมของคนจีนในสมัยก่อนที่อพยพเสื่อผืน หมอนใบ จากจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนสยามและได้นำวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ จนทำให้ “การแสดงงิ้ว” เป็นที่รู้จักของคนไทย ไฮไลท์ของงานนี้จึงอยู่ที่ภาพและเสียง ตลอดทางที่เดินชม ฟิลเหมือนพาเรานั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปอยู่ในช่วงการเดินทางด้วยเรือ เพื่อมาค้าขายของชาวจีนในสมัยก่อนซึ่งมีปลายทางเป็น “ฮวย จุ่ง ล้ง” เลยอ่ะ!!! ฟิลมันได้ บรรยากาศคือใช่ แต่จะเดินชมเฉยๆ มันก็จะยังไงอยู่ถูกมะ ถ่ายรูปสิคะรออะไร ความปราบเซียนมันอยู่ตรงนี้แหละคุณขา…นอกจากจะต้องครีเอทท่าให้เป๊ะ ยังท้าทายฝีมือคนถ่ายภาพเข้าไปอีกว่าจะสามารถเก็บดีเทลแสง โมเม้นต์สำคัญ  ในช่วงเวลานั้นได้หรือไม่ ได้รูปสวยๆ กันไปแล้วมา “ล้ง 1919” ทั้งทีอย่าลืมไปสักการะ “เจ้าแม่หม่าโจ้ว” ขอพรเสริมดวงหน้าที่การงานกันนะ มาที่นี่ที่เดียวไม่ตกเทรนด์อีกตะหาก!! เพราะยังได้ไหว้ “เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย” เทพเจ้าแห่งความร่ำรวยที่มีอายุมากกว่า 180 ปี อธิษฐานให้เงินทองไหลมาเทมา พร้อมวางกระทงประทีปสักการะเทพทั้งสอง เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตในช่วงปลายปี เที่ยวคนเดียวก็ชิลสนุกแต่ถ้าอยากจะเพิ่มโมเม้นต์ความสุข แนะนำให้ชวนเพื่อน คนในครอบครัว หรือจะเป็นคนรู้ใจ มาเป็นแบบ ผลัดถ่ายรูปให้กันก็ได้ความสนุกอีกแบบนะเธอ!! ของจริงไม่พูดเยอะเจ็บคอ…

  • การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม,  การเมือง-เศรษฐกิจ,  พลังงาน

    เอ็กโก กรุ๊ป เผยกำไรจากการดำเนินงาน 9 เดือนแรก ปี 2562 กว่า 8,000 ล้านบาท

    บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2562 ยังคงเติบโตและมีความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่   ในธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนงาน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ   ก่อนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และการรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า จำนวน 8,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 1,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 หากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปี 2562 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 บริษัทฯ มีกำไรก่อนผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี และการรับรู้รายได้แบบสัญญาเช่า จำนวน 2,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จำนวน 15 ล้านบาท” ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2562 จนถึงปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูรา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 และโรงไฟฟ้าไซยะบุรี สปป.ลาว ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ซึ่งโรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูราเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 และโรงไฟฟ้าไซยะบุรีจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป สำหรับความสำเร็จด้านการลงทุนใหม่ เอ็กโก กรุ๊ป   ได้ลงทุนสัดส่วนร้อยละ 44.6 ในบริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เพื่อดำเนินโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ลงนามในสัญญาผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562     ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาจัดหาเงินกู้ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี…