เปลว สีเงิน

“สัปปายประชาสถาน”

อย่าโหน…….

อย่านำเรื่องผู้ป่วยคนหนึ่งในภาวะ “โควิด-๑๙” ระบาด “เสียชีวิต”………

เพราะปอดและอวัยวะภายใน “ทำงานหนักเกิน” ไปโหมประโคม เติมสีสัน สร้างตระหนกทางข่าวสารเป็นอันขาดใครก็ตาม
ในภาวะการณ์ “โรคระบาด” อย่างนี้ จะป.๔ หรือดอกเตอร์ ก็ช่าง ขออย่างเดียว
ขอให้มี “สำนึกคน”

อย่าเอาการเมืองเข้ามาแทรก อย่าฉกฉวยปลุกปั่นสร้างแตกแยก อย่างที่บางคน-บางพวกทำอยู่ตอนนี้เลย

นึกหรือว่า…..
ที่ “ไอ้อ้วนขาหนีบ” นำนิสิต-นักศึกษาคณะ “ป้ามุดศาสตร์” เที่ยวชุมนุมตามรั้วมหา’ลัยโน้น-นี้ แล้วออกตัวเป็น “แฟลชม็อบ” นั้น

ชาวบ้าน-ชาวเมืองเขาจะเชื่อ เขาจะไม่รู้เช่นเห็นชาติว่า ก็ไอ้อ้วนขาหนีบตัวนี้ เคลื่อนไหวอยู่กับ “จารย์-ล้มเจ้า” แก๊งไหน?

ตะรางไปครึ่งตัวแล้วยังไม่รู้สึก……..ทำคึก ลำพอง ก๋าๆ ประกาศ จุดติดแล้ว ๑๔ ตุลา-๖ ตุลา.รอบสอง เกิดแล้ว

โธ่..ไอ้ขาหนีบเอ้ย!
พอนักศึกษาคณะป้ามุด “ขาประจำ” มาเป็นคนรุ่นใหม่ผสมให้ดูยุ่มย่ามเข้าหน่อย ก็ไม่ต่างคางคก-อึ่งอ่าง แค่น้ำกระเซ็นใส่ ก็โผล่หัว-พองคอร้อง นึกว่าฝนตก

เขาเลย “เห็นตัว-เห็นหัว” แล้วว่า งานนี้ “ใคร”

วันนี้ เขายังไม่….
พอเรื่องซา ก็เตรียมตัวเหอะ ฮ่องกงโมเดลนั่นแหละ ไม่ใช่นักศึกษาออกมาเต็มถนนนะ อย่าเข้าใจผิด

ตำรวจจะไปเคาะประตูบ้าน พร้อมหมายศาล……….
เชิญไอ้ขาหนีบไป ในฐานะตัวการ นำนักศึกษารุ่นป้ามุด ชุมนุม พฤติกรรมปลุกปั่น-ยุยง เป็นภัยต่อความมั่นคงและขัดต่อพรบ.ชุมนุม

ตอนนั้นแหละ จะรู้สึกตัว ว่าถูกพวกจารย์เขี้ยวโง้ง “หลอกใช้”

ทำเป็นว่า “จุดติด” ทุกมหา’ลัย แต่จริงๆ แล้ว มีเยิ้วๆ แค่หย่อมหนึ่ง ที่พวกจารย์ล้างสมองไว้เป็นเครื่องมืองในกิจกรรมหากิน

ปัญหาสังคมชาตินั้น นักศึกษาส่วนใหญ่ เรื่องพอใจ-ไม่พอใจ ในเรื่องไหน เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่เขาแยกแยะได้
จะไม่ออมาเป็นเครื่องมือแบบโง่ๆให้อย่างนี้!

เนี่ย….
แล้วคอยดู ถึงตอนนั้น ไอ้อ้วนขาหนีบ เบาหวานถึงขั้นขึ้นสมอง
ในขณะที่พวกจารย์เขี้ยวโง้งนั่งซดไวน์ วิจารณ์คัมภีร์กันกิ๊กกั๊ก เล็งหา ขาหนีบ ๒ ขาหนีบ ๓ ไว้เป็นเหยื่อ หาแดกทางหลอกเด็ก ให้ออกหน้า แล้วติดคุกแทน
มันเห็นกันชัดๆ………

วันแรก ทำเป็นฮือ รุ่นใหม่ ประชาธิปไตยขึ้นสมอง ด้วยประเด็น “ยุบพรรคอนาคตใหม่” โจมตีศาล ด่านายกฯกันขรม

ซึ่งจริงๆ แล้ว เรื่องยุบพรรค ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล กับนายกฯ เลย
เป็นเรื่องที่ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ เอาเรื่องปล่อยเงินกู้พรรคไปคุยอวด-คุยโม้เอง แล้วศรีสุวรรณไปร้องกกต.แท้ๆ

พอถูกยุบ ด้วยปากตัวเองพาตาย ดันไปโทษศาล-โทษรัฐบาล!

พอมีคนจี้ให้เห็นจุดนี้ ……..
วันต่อๆ มา จะเห็นว่า แนวทางที่ม็อบไอ้ขาหนีบนำ เปลี่ยนประเด็นชูใหม่
ใช้โมเดล “สมศักดิ์-เจียม” ที่ปล่อยข้ามทวีปรายวัน เป็นประเด็นเขียนป้ายปลุกชุมนุม!
เป้าหมายคืออะไร?

ฉาบหน้าสวยๆด้วยคำว่า “สานต่องานอภิวัฒน์ประชาธิปไตยคณะราษฏร์ พศ.๒๔๗๕”

แก่นเป้าหมายเดิม ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วสถาปนาประชาธิปไตย แบบประธานาธิบดี

แต่ทำได้ครึ่งเดียว ……….
แค่เปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นี่…….
แล้ว ตอนนี้ ทราบด้วยรู้และเห็นที่เขาทำมาตลอดใช่มั้ย ว่าใคร พรรคไหน ที่ประกาศโจ่งแจ้ง
ว่าจะสานต่อจากที่คณะราษฏร์ “ทำค้างไว้”?

ขนาดหลักการพรรค ยังตัดทิ้งคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”!

กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนาชัดๆ อ้างแฟลชม็อบ-แฟลตหมาบ้าง กินปูนร้อนท้อง รีบบอก ผมเปล่านา…เขามาชุมนุมกันเองบ้าง ก็สุดแต่อ้างกันไป
แต่ถ้อยคำที่ไอ้ขาหนีบพล่าม ข้อความในป้ายต่างๆ ที่เขียนกันสลอน
มันส่อชัด ว่าเบื้องหลังของงานนี้ “เจ้าภาพ” คือใคร?

คือ ศิษย์ “แซง-ฌุสต์”!
คงนึกว่าจุดติด ………..
นักศึกษาตกเป็นเครื่องมือแน่แล้ว แก๊งเจ้าภาพที่ “ซ่อนหัว-ซ่อนหาง” ด้วยยังไม่แน่ใจตอนแรกๆ รีบโผล่ออกมาแจม จนเห็นขี้แมงวันมุมปาก

ตำรวจถ่ายรูปไว้ยันตอนขึ้นศาลเรียบร้อยแล้ว!
ผมไม่เถียงและไม่ปฏิเสธว่า บ้านเมืองของเรา ได้บ่มเพาะตัวเองมาร่วม ๓๐๐ ปี
ได้เวลา-ได้ที่ ต้องปฏิรูป ชนิด “ลอกคราบ” สู่ศตวรรษใหม่กันแล้ว

ทุกคน-ทุกสถาบัน ในความเป็น “ชาติ” ร่วมกัน ต่างต้องลอกคราบด้วยกันทั้งนั้น จะลอกเฉพาะส่วนนั้น-ส่วนนี้ไม่ได้

นี่……..
เป็นทุกเรื่องทุกคน-ทุกฝ่าย-ทุกสถาบัน “ตระหนักรู้” อยู่แล้ว ถ้าใครไม่ตระหนัก ไม่ปรับเปลี่ยนไปด้วยกัน

ก็จะหลุดเส้นทาง “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไปเอง!

ต้องยอมรับว่า การขยับเขยื้อนในรั้วมหา’ลัย มองลึกเข้าไปจากม็อบฟิวเจอริสตาป้ามุด
ใช่ว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะมองไม่เห็น ไม่รู้สึก ไม่เข้าใจปฏิริยาสังคมปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีไอทีมันฟ้องทุกอย่าง

ยุคก่อนๆ สังคมประชาธิปไตยมี “สนามหลวง” เป็นสภาประชาชน ใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็ไปแสดงออกที่สนามหลวง

แต่ตอนนี้ พื้นที่แสดงออกโดยนัย “สภาประชาชน” ไม่มี มันก็น่าคิด สำหรับสังคมประชาธิปไตย ที่รัฐบาลควรต้องคิด

เรามี “สัปปายสภาสถาน” ให้สส.แสดงออก
ก็น่าจะหาสถานที่เป็น “สัปปายประชาสถาน” ในความหมาย เป็น “สนามประชาราษฏร์” บ้าง
เป็น “ลานประชาชน” ให้ประชาชนทุกคน ใครมีอะไร ก็มาใช้เป็นสถานที่แสดงออก ทั้งการบ้าน การเมือง การพักผ่อน การเล่น

ใครมีของ-ใครเก่ง อยากโชว์ของ-ปล่อยของ ก็มาโชว์ มาปล่อยที่ลานนี้ได้

มีเรื่องคับอก-คับใจอะไร ก็ขออนุญาตมาชุมนุม มาไฮปาร์ค ที่สัปปายประชาสถานนี้ได้

เหมือนพวยกา “ระบายไอน้ำต้ม” ได้ระบายความร้อนบ้าง มันก็จะไม่ระเบิด!

ฟังอาจารย์วิษณุ เครืองาม บอกในสภาวันก่อน บริเวณโรงงานยาสูบมีตั้งร่วม ๖๐๐ ไร่
เอามาซัก ๕๐ ไร่ ทำเป็น “สัปปายประชาสถาน”
หรือที่ “มักกะสัน” ในส่วนไม่อยู่ในสัญญารถไฟฟ้า ๓ สนามบิน เจียดมาให้เป็นลานประชาชนสำหรับปล่อยของแทนสนามหลวงบ้าง

แบบนี้ บ้านเมืองเรา จะเข้าลักษณะ “ประชาชนมีส่วนร่วม” ในความเป็นเจ้าของกรายๆ จะน่ารักขึ้นเยอะ

ก็เพียง “ยกตัวอย่าง” พื้นที่เท่านั้น
จริงๆแล้ว ในกรุงเทพฯ ที่เป็นราชพัศดุกำลังพัฒนามีเป็นพันๆ-หมื่นๆไร่

ในการพัฒนา…….ถ้าบรรจุในแนวคิดนี้ คือกันให้เป็น “พื้นที่ประชาชน” อยู่ด้วย ซัก ๕๐-๑๐๐ ไร่ อะไรๆก็จะง่ายขึ้น เหมือน “สลากกินแบ่งรัฐบาล”
ทั้งที่ “กินเรียบ” ทุกงวด
แต่ชาวบ้านก็ “เต็มใจ” ให้กิน!

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *