พลังงาน,  เศรษฐกิจ

ปตท. แถลงผลการดำเนินงานครึ่งปี 2563 Q2 ปรับเพิ่มขึ้นจาก Q1 ส่งสัญญาณเดินหน้าธุรกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว  

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 – นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ส่งผลกับระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลกรวมถึงภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย ที่อยู่ในระยะผ่อนคลายขึ้น แต่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด จึงทำให้เศรษฐกิจปี 2563 ทั้งปี คาดว่าจะไม่ปรับตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ปตท. จึงได้วางแผนการดำเนินงานทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยจัดตั้งศูนย์ PTT Group Vital Center เพื่อรักษาเสถียรภาพมั่นคงทางพลังงาน ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีของไทย นำคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจกลับเข้าสู่การดำเนินงานในสภาวะปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด  

และยังคงนโยบายทางการเงินอย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง  ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2563 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 12,053 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 13,607 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ จำนวน 1,554 ล้านบาทในไตรมาส ปี 2563

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ปตท. และบริษัทย่อย ลดลงจากช่วงครึ่งแรกของปี 2562 เนื่องจากสงครามราคาน้ำมัน สภาวะอุปทานล้นตลาดของน้ำมันดิบ ประกอบกับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2563 เป็นจำนวน 10,499 ล้านบาท ลดลง 44,751  ล้านบาท จากในครึ่งแรกของปี 2562  

ทั้งนี้ ในปี 2562 กลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้ให้รัฐทั้งในรูปเงินปันผลและภาษีเงินได้จำนวน 70,259 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 25442562 นำส่งรายได้ให้รัฐทั้งในรูปเงินปันผลและภาษีเงินได้รวมประมาณ 9.แสนล้านบาท

ด้านทิศทางธุรกิจและแผนการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กลุ่ม ปตท. ได้ออกแบบธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดเป็น Next normal ทั้งธุรกิจปัจจุบันและโอกาสธุรกิจใหม่ รวมไปถึงการลงทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

โดยปรับพอร์ตการลงทุนไปสู่ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโต สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานระยะยาวด้วยการขยายธุรกิจไปสู่การประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวครบวงจร  เพื่อไปสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก  ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีด้านพลังงาน อาทิ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage SystemESS) แพลตฟอร์มอัจฉริยะในการบริหารจัดการพลังงาน (Smart Energy Platform) และ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station)

ซึ่งที่ผ่านมา ปตท. ร่วมกับพันธมิตร ได้ดำเนินการในเชิงพาณิชย์ แล้ว แห่ง คือ ทรู ดิจิทัล พาร์ค และ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค รวมถึงมีแผนขยายเพิ่มเติมในพื้นที่ ที่มีศักยภาพต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศ  

“ปตท. จึงมุ่งเน้นการปรับวิถีการดำเนินงาน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยใช้หลักการ Upskill – Reskill – New skill สร้างความเข้มแข็งจากภายใน (InsideOut)  ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีควบคู่กับการปรับแนวคิด เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และจัดทีมงานสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจหลักเดิมและทีมงานที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่ เสริมด้วย OutsideIn เปิดกว้างทางความคิด รับเอาบริบททางสังคม เทคโนโลยี ตลาด และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงมากำหนดรูปแบบธุรกิจ และสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทุกภาคส่วน  ทั้งรัฐวิสาหกิจ เอกชน ผู้ประกอบการไทย และ SMEs ส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศธุรกิจใหม่ (New Ecosystem) เพื่อร่วมกันส่งต่อคุณค่า สร้างมูลค่าเพิ่ม สู่มือผู้บริโภค” นายอรรถพล กล่าว

ตลอดช่วงที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ยังคงเคียงข้างสังคมไทยโดยสนับสนุนการดำเนินงานสู้ภัยโควิด-19  ในรูปของการสนับสนุนส่วนลดราคา LPG แก่ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ลดราคาขายปลีกเอ็นจีวี (NGV) ให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ  และการสนับสนุนด้านงานวิจัยพัฒนาและจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและเจลแอลกอฮอล์ แก่บุคลากรทางการแพทย์  รวมถึงการบริจาคเงินแก่โรงพยาบาล คิดเป็นมูลค่ารวม 861 ล้านบาท  

อีกทั้ง ปตท. ยังได้เตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจให้สังคมไทย  ภายใต้แนวคิด “พลังพัฒนา เศรษฐกิจชุมชน” โดยมุ่งเน้นการสร้างหรือเพิ่มรายได้ให้ชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ผ่าน “โครงการชุมชนยิ้มได้” ด้วยการดำเนินงานใน 3 ด้าน ประกอบด้วย  การสนับสนุนช่องทางประชาสัมพันธ์ สร้างการตลาดให้สินค้าชุมชน ผ่านสื่อต่างๆ ของกลุ่ม ปตท. เช่น Facebook Line Website www.ชุมชนยิ้มได้.com เป็นต้น  เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ชุมชน การกระตุ้นเศรษฐกิจ…ท่องเที่ยวแหล่งเรียนรู้  ผ่านการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพชุมชนเครือข่าย ปตท. ด้วยการยกระดับการบริหารจัดการชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงนวัตวิถี เสริมทักษะ…สร้างอาชีพ  รวบรวมและเผยแพร่ทักษะ ศักยภาพชุมชน ทั้งด้านเกษตรกรรม การแปรรูปสินค้า และพลังงาน

นอกจากนั้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ปตท. ได้ขยายผลโครงการอย่างเป็นรูปธรรม คือ Café Amazon for Chance ร้านกาแฟของผู้ด้อยโอกาสในสังคม อาทิ ผู้พิการทางการได้ยิน ผู้พิการทางการเรียนรู้ ผู้สูงวัย ซึ่งผลกำไรจะนำไปใช้ขยายผลสร้างสาขาเพื่อผู้ด้อยโอกาสแห่งต่อไป ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว สาขา และตั้งเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มให้ครบ 12 แห่ง ภายในสิ้นปี 2563  และอยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจ ในความร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมพัฒนาโรงงานผลิตยาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงยาได้ในราคาที่จับต้องได้ และเป็นการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านต่อไปได้ในอนาคต

ในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงพลังงาน  โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  ปตท. ขอเป็นอีกหนึ่งพลังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย  ด้วยการผลักดันการดำเนินงานตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนด้วยแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน  และระดับประเทศด้วยการเดินหน้าธุรกิจและการลงทุน  ตลอดจนผลจากการดำเนินงานจะนำส่งเป็นรายได้เข้ารัฐทั้งในรูปแบบเงินปันผลและภาษีเงินได้นิติบุคคล  เพื่อกลับคืนสู่งบประมาณในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน  ให้เราสามารถข้ามผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน


Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *