www.plewseengern.com,  เปลว สีเงิน

“คำสอนพ่อ” ในสายฝนพรำ

เมื่อวาน (๑๓ ตค.๖๓)

กรุงเทพฯ โล่ง!
เพราะคนไปต่อแถวเพื่อเข้าถวายบังคมพระบรมรูปบูรพมหากษัตริย์ รวมทั้งพระบรมรูป “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร”ที่ปราสาทเทพบิดร ในพระบรมหาราชวังชนิด “เหลืองทั้งแผ่นดิน” กันตั้งแต่เช้าแล้ว
มากมายขนาดไหน ก็คิดดู……
หัวแถวอยู่หน้าประตูวิเศษไชยศรี ตอนเช้า, ประตูสวัสดิโสภา ตอนบ่าย
แต่หางแถวยาวไปถึงวัดมหาธาตุ ชนิดไม่สิ้น-ไม่สุด เพราะมาต่อเต็มไม่ขาดสาย !

ไม่มีใครสั่งให้มา…….
ใจลูกที่ผูกพันพ่อบนฟ้าเท่านั้นที่สั่ง อีกทั้งฟ้าก็เมตตา ไม่เทฝน เพียงพรมพรำ ดับร้อนตลอดทั้งวัน

คำว่า “สุดพรรรณา” คือความหมายของความในใจคนไทยที่มีไปถึง “พ่อบนฟ้า”
เกือบหนึ่งศตวรรษ ในอายุรวมกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๓๘ ปี เป็นแผ่นดินในรัชกาลที่ ๙

ซึ่งนั่นเท่ากับ คนไทยที่แบ่งตัวเองเป็นรุ่นใหม่-รุ่นเก่า, สีนั้น-สีนี้ วันนี้ ทั้งหมด ล้วนเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ ด้วยกันทั้งสิ้น
พ่อไม่เคยสอนลูกว่า ต้องรักพ่อ ต้องเคารพพ่อ มีแต่พ่อสอนให้ลูกทุกคน “รัก-สามัคคี” กัน

และสอนว่า……
“…ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่า ชั่ว เสื่อม เราต้องฝืน ต้องต้าน ความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดต่อธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม

ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนร่วมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ…”

๑๓ ตุลา.ทุกปี การที่เราระลึกถึงพ่อนั้น ถูกต้องแล้ว ประเสริฐแล้ว แต่จะประเสริฐยิ่งขึ้น ถ้าน้อมนำ “คำสอนพ่อ” มาเป็นแนวทางชีวิตด้วย

จะมีลูกที่เกเร ผิดหน่อแนวไปบ้าง ก็เป็นธรรมดาสังคมมนุษย์ ซึ่งแต่ละคนมีกรรมเป็นเชื้อเกิด เป็นเครื่องจำแนกให้เป็นไป พ่อสอนหลักคิด-หลักปฏิบัติ ต่อคนจำพวกนี้ไว้ให้ ว่า

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

และ เช่น…….
“การทำดีนั้น ทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว
แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี”

ก็อยากให้เข้าใจกัน และมองความเป็นไปในสังคมบ้านเมืองอย่างมีหลักคิด
คนคิดล้มบ้าน-ล้มเมือง ซึ่งเป็นความไม่ดี ไปบอกเขา เขาก็ไม่ฟัง ไม่เปลี่ยนคิด-เปลี่ยนทำ

เราก็ต้องใช้หลักตามพระบรมราโชวาท คือ ช่วยกันควบคุมคนไม่ดี อย่าให้เข้ามามีอำนาจ ขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันส่งเสริม-สนับสนุนคนดี ให้เข้ามาปกครองบ้านเมือง

อย่างเมื่อวาน วันที่ ๑๓ ตุลา…….
ทุกคนรู้ว่า เป็นวันรำลึกถึงการคืนสู่สวรรค์ของพ่อ ด้วยสำนึกมนุษย์นั้น ถึงไม่แสดงออกซึ่งการระลึกถึงด้วยเคารพ ก็ไม่มีใครว่าอะไร
แต่การแสดงออกที่เรียก “ไม่รู้จักกาลเทศะ” จงใจเหยียบย่ำสิ่งเคารพของคนทั่วไป อย่างที่ขบวนการล้มเจ้าคณะสามสัสทำที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นั้น

เราต้องช่วยกันควบคุมพวกนี้ อย่าให้เหิมเกริม เกินเลยมากไปกว่านี้
ลองหมิ่นหยาม เหยียบย่ำหัวใจประชาชนผู้รักเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ ถึงขั้นล้มล้าง หวังสถาปนาระบบประธานาธิบดีขึ้นแทน

ขนาดเมื่อวาน เป็นวันรวมใจรำลึกถึงพ่อแท้ๆ ถนนราชดำเนิน สนามหลวง วัดพระแก้ว เป็นสถานที่เรียก ปริมณฑลเพื่อการรำลึกถึง

แต่พวกนี้ ทรามผิดมนุษย์-ผิดวิสัย เหิมเกริม ได้ใจ มากางเต็นท์ยึดพื้นที่ แสดงหยาบช้า อ้างเตรียมชุมนุม ๑๔ ตุลา.

ก็รู้ว่า เป็นเส้นทางเสด็จฯ ผ่าน “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” จะเสด็จฯไปพระราชทานพัดเปรียญธรรมแก่พระภิกษุ-สามเณร ที่วัดพระแก้ว

คนดีทั้งหลาย เปิดทางเสด็จฯ ตระเตรียมเฝ้าแหนตามรายทาง
แต่คนชั่ว ที่เปลี่ยนชื่อรายวัน เป็นคณะราษฎรฟรีเซ็กส์บ้าง คณะปลดแอกบ้าง มีอานนท์ เพนกวิน ไมค์ รุ้ง จ่านิว ไผ่ ดาวดิน และฯลฯ เป็นแกน ใต้คอนโทรลสามสัส

กลับจะปิดทางเสด็จฯ….
นัดหมายโห่ร้อง ชูสามนิ้ว และชูป้ายต่างๆนานา ในทางเสด็จฯ ผ่านตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ก็ควรแล้ว ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติการแบบพับเพียบเรียบร้อย


อุ้มนายไผ่ ดาวดินจากบนเวที ใส่รถกรงขังไปคุมตัวไว้ที่ตชด.ภาค ๑ นอกจากนายไผ่ ยังมี นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ นักสาดสี และแก๊งรวมสิบกว่าคน

ตำรวจตั้งข้อหาเบ็ดเสร็จ ๘ ข้อหา เป็นพวกมโนสาเร่ ขัดคำสั่ง, มั่วสุม, เกะกะจราจร, สาดสีใส่เจ้าหน้าที่ฯลฯ เจตนาปรามมากกว่าจะปราบจริงจังตอนนี้

ตามสังเกต ผมว่าคณะแก๊งสามสัส ถึงจุดเสื่อมด้วยตัวเองเกือบสนิทแล้ว
ที่เจ้าหน้าที่ไม่เอาจริงจังทั้งที่ผ่านมาและขณะนี้ ไม่ได้กลัวอะไรหรอก
หากแต่ใช้แผน “ขุดบ่อล่อปลา” มากกว่า

ปลาก็ว่ายเข้าบ่อแล้วเหลิงน้ำกันยกใหญ่ จากที่รำไรๆ อยู่ ๒-๓ ตัว
ด้วยเหลิงน้ำ โผล่หัวออกมาทั้งฝูง กระทั่งหัวโจกที่ซุกง่ามตูดแต่แรกๆ ก็โผล่ออกมาเปิดประตูบานแรก


ตำรวจก็ยังใจเย็น เป็นพรานเบ็ดชำนาญเหยื่อ ยังไม่วิดบ่อ จนชาวบ้านออกปาก
“ตำรวจ-รัฐบาล” กลัวม็อบนักเรียน-นักศึกษา
“ตำรวจ-รัฐบาล” เกรงใจธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์ ด้วยรู้ว่าสวมปลอกคอ USA
จึงอ้างใช้รัฐศาสตร์ปล่อยให้ลามปามสถาบัน โดยไม่ยอมใช้นิติศาสตร์ ทั้งที่โจ่งแจ้ง

แต่ไม่ใช่หรอก ตำรวจเดินแผน ๒ คือ แผน “นายพรานชำนาญเบ็ด” ตะหาก ขุดบ่อล่อปลาออกมาทั้งฝูงแล้ว
ก็ตกเบ็ดต่อ……..
ก็ฮุบกันโผงผางเรื่อยมา ตั้งแต่ ๑๐ สิงหา.ที่ธรรมศาสตร์ ๑๙ กันยา.ที่สนามหลวง มา ๑๓ ตุลา.ต่อถึง ๑๔ ตุลา.วันนี้

ปลามีเบ็ดคาปากแล้วทุกตัว แต่ตำรวจไม่ใช้แรงเย่อ รีบเย่ออาจเบ็ดขาด ปากฉีก ตัวอื่นๆ ตกใจ หนีหัวซุก ยากต่อการเอาตีนเหยียบตาม

เลยผ่อนสายเบ็ดให้ระเริง ….
ให้ลากออกลึกไปเรื่อยๆ ยิ่งนาน ปลาสามสัสยิ่งรู้สึกเจ็บปาก หมดแรง คนหายเห่อตามแห่ อย่างเห็นตอนนี้ คึกกันว่า มาเป็นแสน “เผด็จศึก”

กลายเป็น ปลาแถกเหงือก ปากพงาบๆ
ตำรวจพรานเบ็ด สาวเพลิน ไม่ต้องออกแรง อย่างเมื่อวาน จำเป็นแจ๋นๆ อยู่พัก ตำรวจอุ้มใส่รถต่อหน้า-ต่อตา ม็อบทารกทิ้งขวดนม กระเจิง
ตำรวจปล่อยให้พวกนี้ “สะสมแต้มคุก” ด้วยพฤติกรรมแจ้งๆ จะๆ ได้รู้ตัวไหน-เป็นตัวไหน ครบแก๊งแล้ว

ถึงเวลารวบปากแห จะสะดวกต่อสำนวน ครบเครื่องทั้งปากคำ พยาน หลักฐาน


ฉะนั้น ที่ถามผม รัฐบาลกลัวอะไร..ตำรวจทำไมไม่จับ ไม่ต้องห่วงหรอก จับหน้าแห ไม่สนุกเท่า “ตลบหลังแห” จับ แล้วคอยดู
เริ่มปากแข็ง-ขาสั่นแล้วเห็นมั้ย เพนกวินทำเป็นก๋า ไปละเลงสีสำนักงานตำรวจ แล้วรีบเผ่น เพราะหรอมแหรม
แล้วไปดูนายกฯ ประยุทธ์ที่สนามหลวงซี …….
ฝนตกตลอดพิธี แต่นายกฯ ไม่เปียก ประชาชนห้อมล้อมกางร่มให้ เดินไปทางไหน มีแต่เสียงตะโกน นายกฯ สู้..สู้..

“เราต้องช่วยกันส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

นี่คือคำที่ “พ่อสอน” ไว้!

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *