www.plewseengern.com,  เปลว สีเงิน

สามนิ้วภาค “กฎหมาย-กฎสังคม”

เปลว สีเงิน

นายธนาธร คือใคร?

ผมไม่รู้ลึกๆ….
รู้แค่ที่เห็น เคยเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นเจ้าของหนังสือฟ้าเดียวกัน เคยได้รับเสนอชื่อชิงเก้าอี้นายกฯ เคยร่วมนปช.ยุคเผาบ้าน-เผาเมือง เป็นหัวหน้าคณะก้าวหน้า เดินหาเสียงให้ผู้สมัคร อบจ.อยู่ขณะนี้มีรสนิยมชอบซุ่มๆ ตามมุมรุบหลู่ ม็อบ ๓ นิ้วชุมนุม
และเป็นผู้ประกาศกลางสนามหลวงด้วยคำว่า “ประตูบานแรกเปิดแล้ว” เมื่อ นายอานนท์-เพนกวิน ประกาศ “๑๐ ข้อเบิ้มๆ ถึงพระมหากษัตริย์”
และเป็นเจ้าของวาทกรรมปลุก “ใจรุ่นใหม่ ๓ นิ้ว”

“ถ้าเราไม่ลุกขึ้นสู้ในวันนี้ ถ้าไม่ออกมายืนยันปกป้องเสรีภาพของพวกเราเองตั้งแต่วันนี้
วันพรุ่งนี้ เราจะไม่เหลืออะไร….สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส”

นี่…. “ตัวตนธนาธร” เท่าที่ผมสัมผัส
แต่ปรากฏว่า ชาวบ้าน-ร้านตลาดกลับสัมผัสธนาธรได้ลึกกว่าผม ลึกถึงระดับ Deep Throat ขนาดนั้นเลย

อย่างที่ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร ที่นครศรีธรรมราช และที่เป็นไฟลามทุ่ง (ยืมสำนวนปิยบุตรนิดนึง) ไปทั่วประเทศขณะนี้

ที่เขาตะโกนใส่หน้าธนาธร ตอนนำลูกทีมไปหาเสียงอบจ.นั่นแหละว่า

“ธนาธร…พวกล้มเจ้า เราไม่เอา”!

เมื่อวาน ไปภูเก็ต เจอชาวบ้านต่อต้านอีก หลบไปพังงา นายกฯ อบจ.เขาหาเสียงกันในเมือง แต่ธนาธรกับคณะหลบไปหาเสียงกับต้นไม้ กับก้อนหินในป่า แล้วถ่ายรูปโชว์แก้ขวย

เฮ้อ…..
ไปบ้านไหน-เมืองไหน ก็ถูกชาวบ้านชี้หน้า ตะโกน “ธนาธร…คนล้มเจ้า” แบบนี้ซะแล้ว
เห็นที ธนาธรคงต้องปรับเปลี่ยนสโลแกนจาก “สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส” ไปเป็นว่า
“ถอยเป็นทอน สู้เป็นเถ้า” น่าจะก้าวหน้า-ก้าวไกล กับความเป็นจริงมากกว่า ต่อจากนี้!

“ทำยังไง ก็ได้ยังงั้น” นะทอน พวกคุณจะล้มเจ้าจริง-ไม่จริง เป็นเรื่องปัจจัตตัง คือ “ตัวเอง-รู้เอง”

แต่ที่ชาวบ้าน “ทั้งบ้าน-ทั้งเมือง” ปักใจเชื่อตรงกันไปทางนั้น จะว่าเขามโนตรงกัน มันก็ไม่ใช่

แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่า “ธนาธรล้มเจ้า?”

หลักมีอยู่ว่า “กรรม” คือ “การกระทำ” เป็นเครื่องบ่งบอก “เจตนา”

นั่นแสดงว่า ถึงปากบอกว่า “เปล่าล้ม” แต่การกระทำในรูปแบบต่างๆ มันฟ้อง บ่งบอกทิศทางจนชาวบ้านจับได้ว่าไปทางนั้น

“ไมค์ ระยอง” ยกป้ายใส่หน้านายกฯ
ทอนบอก “ขอคารวะ” ไมค์
ชื่นชมโสมนัส นั่น เป็นความสวยงามของประชาธิปไตย

แต่กับตัวเอง……..
ถูกชาวบ้านชูป้าย “ขายชาติคืองานของมัน” ใส่หน้าเข้าบ้าง กลับด่าชาวบ้านว่า
“ผู้จมปลักอยู่กับความชั่วร้าย”!

ยกตัวเองเป็นรุ่นใหม่ เดินหาเสียง-ขอเสียงชาวบ้าน อ้างชาวบ้านเป็นความชอบธรรมเพื่อริยำร้อยแปด เมื่อไม่เป็นดั่งใจ กลับด่าชาวบ้านว่าชั่วร้าย

เห็นจะมี “ทอน” นี่แหละคนแรก ที่กำหนดค่า “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ของตัวเองได้ ว่า

นักการเมืองด่าประชาชน เป็นสิทธิเสรีภาพ
ประชาชนด่านักการเมือง เป็นความชั่วร้าย
นี่ต้องเรียกว่า “ตรรกะ ๓ นิ้วของไอ้ทอน” !

ที่ชาวบ้านล้อมรถ ตัวเองก็คุยทำนอง กุ๊ย..กุ๊ย ชาวบ้านหลงกล กูถลกตูดหนีไปคันอื่นแล้ว ไม่ได้อยู่ในคันที่ล้อมซักกะหน่อย แล้วมีแมงดีดออกมาวี๊ดว๊าย
“ล้อมรถจะทำร้ายพี่ทอน ต้องฟ้อง..ต้องฟ้อง” นั่นน่ะ

ขี่ม้าสามศอกไปฟ้องศาลโลกโน่นเลย…ไป๊!

ก็ในเมื่อทอนบอก…..
จะเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง, ท้องถิ่น ทั้งกล่อมประสาทชาวบ้านว่า “พวกคุณกำลังตกหลุมพรางเดิมๆ อยู่”

ชาวบ้านเขาก็อยากรู้ ล้อมเพื่อจะถามไถ่ ว่าไอ้หลุมพรางเดิมๆ นั้น มันคืออะไร?

แล้วความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างที่ธนาธรว่า มันคือแบบไหน?

แบบต้องล้มเจ้า เปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ แบ่งพื้นที่กันปกครอง เป็นรัฐสามสัส รัฐระบอบทักษิณ เป่ายิ้งฉุบ ใครจะได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีก่อน
โดยให้จักรวรรดิอำนาจตะวันตกเข้ามาคอนโทรล อย่างนั้นใช่มั้ย?

เนี่ย……
ชาวบ้านเขาล้อมรถเจ้าของคำพูด “สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส” เพื่อจะถามให้กระจ่างชัดเท่านั้น

แต่ตัวเอง ตาที่เหลือกอยู่แล้ว กลับแหก ถลกตูดหนีแน่บ ด้วยนึกว่าชาวบ้านล้อมเพื่อทำร้าย

นครศรีฯ “เมืองพระ” ต้นแบบ ดันเอาหัวใจจิ้งจอกตัวเองไปวัดหัวใจคนเมืองพระ แทนจะเผชิญหน้าสู้ กลับตาหูแหก เผ่นกลับมาตั้งหลักแล้วโพสต์เฟซสู้

โถ….พ่อคนจะเป็นผู้นำอนาคตใหม่ของชาติ!
ล้อมเพื่อประทุษร้าย ก็ต้องแบบปี ๕๓ ที่ทอนร่วมขบวนการ นปช.ทักษิณ ล้อมทุบรถ “นายกฯอภิสิทธิ์” และนาย “นิพนธ์ พร้อมพันธ์” ที่กระทรวงมหาดไทย
แบบนั้น ล้อมจริง-ทุบจริง กะเอาเป็น-เอาตายจริง

ส่วนที่คนเมืองคอนยืนรอบๆ รถเพื่อรอให้ทอนออกมาเลคเชอร์ถึง “ความเป็นไปได้ใหม่ๆ” เผอิญคนมันมาก ก็เลยดูเป็นว่าล้อม
ทอนมีประสบการณ์การล้อมอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าล้อมเพื่อประทุษร้ายน่ะเรอะ

ป่านนี้มี “ล้อมกรอบ” กำหนดฌาปนกิจตามหน้าหนังสือพิมพ์ไปแล้ว!


ขาลงหรือขาขึ้นของทอน, ของม็อบ ๓ นิ้ว ในปฏิบัติการ “ล่มชาติ-ล้มสถาบัน” อย่างนั้นหรือไม่ ผมไม่รู้?

รู้แต่ “กรรมนี้มีผล”

กฎหมาย เป็นเรื่องทางบ้านเมือง เป็นคุก-ตะรางทางกาย พวกนี้ ขังตัว-เจ็บตัว ล้าง “สำนึกชั่ว” ให้ออกได้ยาก
กฎสังคม เป็นเรื่องทางใจ เป็นแส้โบยทางสำนึก ทางจิตวิญญาน ซึ่งบางเรื่อง กฎหมายไปถึงช้า

กฎสังคมนี่แหละ ต้องทำหน้าที่ โบยตีทางสำนึกผิด-ถูก, ชั่ว-ดี การโบยตีให้เจ็บปวดทางจิตสำนึก มีผลเป็นบาดแผลกรรมไปถึงภพหน้า-ชาติหน้า ถึงมันไม่พูด แต่ตัวมันรู้
เจ็บปวดทางวิญญานเป็นยังไง เร่าร้อน ทั้งหลับ-ทั้งตื่น มีชีวิตอยู่ในสภาพหน้าชื่น-อกตรมยังไง
อาการเช่นนี้ อยากรู้ไปถาม “นางนาคพระโขนง” ภาคแม่ย่านาง ๓ นิ้ว “กุ้งย่าง” ดูก็ได้!

ฉะนั้น เมื่อโมหะเข้าครอบงำพวกนี้ ก็เข้าตำรา กรรมเก่ายังใช้ไม่ทันหมด ก็ก่อกรรมใหม่เป็นวิบากชั่วร้าย ตอกตำชีวิตให้ดำดิ่ง เป็น “อนาคตใหม่” ที่พวกเขาหวังได้ ของแท้-แน่นอน


เมื่อ “กฎสังคม” ทำงาน
ประชาชน “ผู้รู้ผิด-รู้ถูก” ก็ไม่ต้องเร่าร้อน กระวน-กระวาย กับเหตุการณ์ “นรกแตก” ออกมาเพ่นพ่าน เป็นสัตว์พิการ มือมีแค่ ๓ นิ้ว ร้องโหยหวน ชูร่อนไปทั่วบ้าน-ทั่วเมือง
ถึงกาลอันควร “กฎหมาย” จะเข้ามาทำหน้าที่ตามกลไก-กระบวนการของเขา

จิตวิญญานสัตว์ร้าย เมื่อถูกกฎสังคมโบยตี จะสูญเสียความมั่นใจ ผยองลำพองจะค่อยๆ ฝ่อ พื้นที่เร่ร่อนวิปริตจะแคบลง

สุดท้าย เมื่อสุดแรงคลั่ง จะเหลือเพียงแรงครางงื๊ดๆ หรือหงิงๆ และร้องขอ “ตีตั๋วเด็ก”!
จะคุยเรื่่อง “แครอทโล้น” ชูป้ายตะโกนขอคิ้วคืนซักหน่อย เห็นเถนตัวแสบบางเถน ออกมาถือหางตะแบง ไหน..ผิดวินัยข้อไหน?

ผมไม่เถียง แต่อยากยกคำ “โลกวัชชะ” ให้พิจารณา

“โลกวัชชะ” อย่าเข้าใจอย่างที่เข้าใจกันว่า พระทำไม่ผิดวินัย เพียงแต่ “โลกติเตียน” ถึงอาบัติ ก็เล็กน้อย
แค่นั่งยองๆ หันหน้าหากัน แล้วผงกหัวขึ้น-ลง กล่าวคำเรียกว่า “ปลงอาบัติ” ก็หาย

“โลกวัชชะ” แปลตรงๆ ตามศัพท์ ก็แปลว่า “โทษทางโลก” ไม่ใช่ “โลกติเตียน”


นั่นก็คือ พระไปร่วมม็อบ ๓ นิ้ว ไม่ขึ้นอยู่กับว่าผิดพระวินัยสงฆ์หรือไม่ผิดอย่างเดียว?
ต้องดูถึงว่า “ผิดทางโลก” หมายถึง การกระทำนั้น เข้าข่าย “ผิดกฎหมาย” และคำสั่งทางบ้านเมืองด้วยหรือไม่!

นอกจากนั้น…..
ยังต้องดูต่อไปด้วยว่า นอกจากพระวินัยแล้ว มี “กฎคณะสงฆ์” เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่หรือไม่?

ยกยอดทบไปวันต่อไปละกัน……
วันนี้…. เอวัง ก็มี ด้วยประการฉะนี้แล!

เพิ่มช่องทางรับข่าวสารได้ที่ LineID:plewseengern.com หรือสแกน QR Code

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *