เปลว สีเงิน-คนปลายซอย

ฉุกเฉิน “ในระบบราชการ”?

“ศ.ธีรยุทธ บุญมี”
เผยแพร่บทความเรื่อง “เมษาชี้ชะตาประเทศ” เมื่อวาน (๓๐ มีค.๖๓)
อ่านแล้ว…..
ต้องบอกว่า “อาจารย์ธีรยุทธ” ก้าวข้ามคำว่า “นักวิชาการ” สู่สถานะ “วิญญูชน” แท้จริง!

ใครก็ตาม แค่ “เรียนรู้ตาม” วิชาสาขาใด-สาขาหนึ่ง ก็เป็นนักวิชาการได้

แต่การเป็นวิญญูชนนั้น นอกจาก “รอบรู้” ศิลปวิทยาการและสังคมแล้ว ยังต้องถึงพร้อม “สัปปุริสธรรม” ๗ ประการ
และคิดในสิ่งรอบรู้นั้นๆ ด้วยปัญญาวิเคราะห์ มุ่งทางแก้ไข สรรสร้าง อันเปลื้องแล้ว ซึ่งประโยชน์แห่งตน

แต่ จากบทความ “เมษาชี้ชะตาประเทศ” ชิ้นนี้ของธีรยุทธ จะพูดว่าอย่างไรดีล่ะ……

ระหว่างคำว่า “สร้างเซอรไพรส์” กับคำว่า “สร้างผิดหวังให้ขาประจำ”?
คือ ผมเชื่อ……..
แว่บแรก เห็นชื่อ “อาจารย์ธีรยุทธ” เหนือบทความ ต่อมรับรู้ของผู้คนจะหลั่งเอนไซม์ออกมารอบดย่อยคำประดิษฐ์เป็นศัพท์แสงแทงเสียดชายโครงรัฐบาลก่อนแล้ว

แต่ครั้งนี้ “ขาแซ่บ” น่าจะผิดหวัง ที่ “ธีรยุทธ-เจ้าเก่า” หายไป และเกิดเซอร์ไพรส์แทน
คือ เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ด้วยโควิด-๑๙ “อาจารย์ธีรยุทธ” ที่หายไป พลันปรากฏ “เนื้อหาหลัก” ขึ้น……..
ท่ามกลาง “นักวิชาการมหา’ลัย”

หลายต่อหลายสถาบัน แอบลิงโลดใจ “อะไรทางร้าย” กับประเทศ กับคนไทย…ฉันไม่สนใจ
สนเพียง “หาช่อง” ในร้าย นั้น…….
ขยายและเพิ่ม “ทางทำลาย” เข้าไป หวังเพียง ให้ “รัฐบาลประยุทธ์” อยู่ไม่ได้

หรืออย่างน้อย ทำให้ผู้คนเกลียดชัง แช่ง-ด่า นายกฯ ประยุทธ์ และเข้าใจผิดในการแก้ปัญหาโควิดของรัฐบาล
ด้วยการปลุกปั่น….
ยุแยง บิดเบือนข่าวสาร สร้างข่าวเท็จ จ้องจับผิด และบางครั้ง แสร้งแสดงความปรารถนาดีของจิ้งจอก ต่างๆนานา

นี่…..
นักวิชาการมหา’ลัยทั้งเล็กและใหญ่ ใช้ความเป็นอาจารย์และสถาบัน สร้างแบรนด์ “คนรุ่นใหม่” ขายกินกับกลุ่มการเมืองล่มชาติกันอยู่ตอนนี้
เมื่ออาจารย์ธีรยุทธ ปรากฏในบท “ผู้หลัก-ผู้ใหญ่” แยกแยะสถานการณ์ ว่าอะไรควร-ไม่ควรแค่ไหน, ตอนไหน-เล่นได้, ตอนไหน-ต้องจริงจัง เช่นนี้
ก็น่าจะ “ไม่คุ้นลิ้น” ขาประจำ ที่คุ้นเคยอยู่กับยุค “จัญไรอันลิมิเต็ด คือประชาธิปไตย”!

ก็ไปหาอ่าน “เมษาชี้ชะตาประเทศ” กันเอาเองที่ “เว็บไทยโพสต์”

เมื่ออ่าน ผมก็พลันนึกในประเด็นที่อาจารย์ธีรยุทธ์ตั้งเป็นหัวข้อ “สงกรานต์ชี้ชะตาประเทศ”
สัปดาห์หน้านี้แล้ว เข้าสู่ช่วง “เทศกาลสงกรานต์”!
รัฐบาลจะออกมาตรการอะไร ในทางสกัดกั้น-ควบคุม
และมีวิธีการอย่างไร…..

ในทางรับมือ “สังคมเคลื่อนย้าย” กลับสู่ภูมิลำเนา ครั้งใหญ่ รอบ ๒ ในเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึง?
หลังเคลื่อนย้ายรอบแรก เมื่อ ๒๒ มีนา.จากมาตรการ กทม. “ปิดกรุงเทพฯ” ซึ่งทั้งไม่มีแผนรองรับ ทั้งไม่ทันคิด และคิดไม่ทัน ตอนนั้น
ส่งผลเชื้อโควิดขยายสู่ต่างจังหวัด จนป่วยมากกว่าคนกรุงเทพฯตอนนี้!
จากเสารที่ ๔ เมษา.เป็นต้นไป ถึงแม้ ๑๓-๑๔-๑๕ เมษา.ให้เป็นวันทำงานตามปกติก็เถอะ

แต่ขอบอกว่า ต่อให้เอาโซ่มาล่าม ที่จะไม่ให้คนกลับไปสงกรานต์ จ้างก็ล่ามไม่อยู่

ฉะนั้น จะใช้มาตรการเข้มอย่างไร เพื่อให้การเคลื่อนย้ายคนช่วงสงกรานต์อยู่ในการควบคุม ก็ต้องรีบคิด-รับทำ

ไม่งั้น super spread อะไรนั่น จะดับเบิ้ล ถึงขั้น “เมษาชี้ชะตาประเทศ” จริงๆ

แต่เบาใจนิด เคลื่อนย้ายไปก้อนแรกก้อนหนึ่งแล้ว รอบ ๒ น่าจะไม่มากนัก!

แต่ฟังที่ศูนย์โควิดแถลง จาก ๒๑-๒๒ มีนา.รถตามท้องถนน รถประจำทาง รถส่วนบุคคล ลดลงไปแค่กว่า ๔๐%เท่านั้น

แสดงว่า ผู้คนยังเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง จากจำนวนรถร่วม ๒ ล้าน/วันตามท้องถนน การตัดวงจรแพร่เชื้อยังไม่เป็นที่วางใจได้

ช่วงเมษา.นี้……
ทำอย่างไร ให้การเดินทาง ทั้งในอากาศ บนถนน ในน้ำ บนราง หายไปถึงระดับ ๙๐%? ก็ต้องทำ
และมีมาตรการ “สั่งตรง” ไปทุกจังหวัด ทุกอำเภอ-ตำบล-หมู่บ้าน หรือยัง ว่าให้ทำบัญชี ควบคุม-ตรวจสอบ คนที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่?
จากตัวเลขป่วยประจำวันและยอดสะสม ที่เมื่อวาน (๓๐ มีค.) ป่วยใหม่ ๑๔๓ ยอดสะสม ๑,๓๘๘ ราย

พุ่งขึ้นทุกวัน ดูเผินๆ น่าวิตกก็จริง
แต่มองภาพรวมแล้ว ถือว่า “เอาอยู่” ลักษณะพอยัน “ทรงตัว” ซึ่งก็ไม่เลว แต่ก็ไม่ดี

“เสี่ยงสงกรานต์” นี่แหละ คุมเข้มก็รอด พฤษภา.ปลายๆ ก็จบ แต่ถ้าคุมหลวม ตกปลายเมษา.ต่อพฤษภา.
เป็นหมื่นแน่….

โรงพยาบาลสนามที่เตรียมไว้ แค่นี้ ไม่พอหรอก!

เห็นยุกันว่า ให้ประกาศเคอร์ฟิวส์
ในความเห็นผม มองปัญหาตอนนี้แล้ว อยากพูดด้วยความเกรงใจว่า ประกาศ-ไม่ประกาศ ค่าเท่ากัน
ประชาชนน่ะ ตื่นแล้ว พร้อมให้ความร่วมมือมาตรการรัฐบาลอยู่แล้ว

แต่ดูเหมือนมี “ฟองอากาศ” ปริ่มๆปรากฏในเส้นเลือดบางหน่วยงานที่รวมอยู่ใน “ศูนย์บัญชาการโควิด”
ว่าด้วยการทำงานขัดๆ กัน ในภาพที่คล้ายว่ากลมกลืน ระหว่างคนระดับกระทรวงกับ “แพทย์-พยาบาล” ระดับปฏิบัติการตามโรงพยาบาลต่างๆ

และที่สำคัญ การเมืองฝ่ายบริหาร จะตามไม่ทัน หรือสุดศักยภาพก็ได้แค่นั้น ก็ยังฉงนอยู่

คำถามพื้นๆ ที่ทั้งแพทย์-พยาบาล ทั้งชาวบ้าน สงสัยไถ่ถามซ้ำซากจนแซ่ด

หน้ากากอนามัยหายไปไหน ไหนว่ามีพอ แล้วมันอยู่ไหน นี่อย่างละ

ล่าสุด ก็ทั้งจีน ทั้งแจ๊กหม่า ทั้งผู้มีจิตศรัทธา เขาส่งอุปกรณ์การแพทย์ หน้าก่ง-หน้ากาก มาให้เป็นหมื่น-เป็นแสน

แล้วมันไปไหน ทำไมไม่รีบกระจายแจกออกไป จะต้องกระบิด-กระบวนทำไม?

และเห็นโรงพยาบาลหลายแห่ง ดิ้นรน-ค้นคิด เครื่องตรวจโควิดขั้นต้นบ้าง ผลิตหน้ากากอนามัย เจลมาใช้บ้าง

รุ่งขึ้น ระดับกระทรวงก็แถลง ไม่ได้มาตรฐานบ้าง ใช้ตรวจไม่ได้บ้าง ยังไม่ผ่านอย.บ้างต่างๆ นานา

ชาวบ้านงง…….
สรุปแล้ว ประเทศนี้ นอกจากสโนไวท์ที่งามเลิศแล้ว ในปฐพีสาธารณสุขไทย กระทรวง-โรงพยาบาล-หมอ
จะให้ชาวบ้านฟังใคร (วะ)……
ช่วยบอกข้าทีเถิด สโนไวท์จะได้ตายตาหลับ!?

ตอนนี้ นั่นก็โรงพยาบาล
นี่ก็หมอ
โน่นก็กระทรวง
นั่นก็ อย.
แล้วโน้นก็ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

“หมอหนู-หมอตี๋” นั่นน่ะ ถามจริงๆ ทันเรื่อง-ทันเกมสร้อยสนกลในการเมืองเรื่องหมอเขาบ้างไหม?

พูดแต่ละเรื่อง ดิ อินโนเซนส์ อย่างที่บอกว่า หน้ากากแจ๊กหม่ายังไม่กระจายออก เพราะต้องรอให้กรมฯตรวจก่อน

โธ่..โธ่…
จะเป็น-จะตาย แพทย์-พยาบาล แทบต้องใช้ผ้าเตี่ยวแทนหน้ากากกันอยู่แล้ว ยังต้องกางระเบียบ-ระบบราชการ ไฟไหม้ถึงหลังคาบ้านแล้ว (โว้ย)!

ใครวะ…จะเอาของปลอม-ของอันตรายมาให้แพทย์-พยาบาลใช้ตอนนี้?

ฉีกห่อ หยิบมาดูชิ้นเดียวเดี๋ยวนั้น ด้วยประสบการณ์ จะไม่รู้ขั้นต้นเชียวหรือว่า ใช้ได้-ใช้ไม่ได้

ขนาดสุนัข ฝึกไม่เท่าไหร่ ยังใช้ดมกลิ่นได้สารพัด แล้วนี่…ถึงระดับไหนกันแล้ว ยังต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เพื่อดมกลิ่นหน้ากาก?

นี่ เป็น “ฟองอากาศ” เล็กๆจากสายตาชาวบ้าน ที่มองผ่านแม่ทัพ-นายกองบางคน เข้าไปในกองบัญชาการใหญ่

ทุกอย่าง ที่ผมสังเกตุ “อาจผิด” ก็ได้นะ

ท่านนายกฯ ที่อยู่กับคน, ข้อมูล, ปัญหาโดยตรง ท่านย่อมรู้ดีกว่า ถ้าผิด ก็..ขอโทษ

แต่ถ้าที่ผมสังเกต มีเค้ามูล รีบแก้ไขเถอะ เพราะฟองอากาศนี่ ถ้าเข้าเส้นเลือด “ถึงตาย” เชียวนะ!

วันนี้ ทุกอย่างยัง “อ้างระเบียบ” ก็ไม่ต้องใช้ “สถานการณ์ฉุกเฉิน”
ในเมื่อใช้ ก็ช่วยถามทีเถอะ…..
“ระเบียบ” เพื่อใคร?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *