www.plewseengern.com,  การเมือง

ปิยบุตร ร่วมถกเวที “ถ้าการเมืองดี จะคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างไร” ย้ำต้องยึดหลักประชาธิปไตย – ชี้มีหลายประเด็นต้องแก้ไขให้สอดคล้อง

               นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ถ้าการเมืองดีเราจะคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์กันอย่างไร” พร้อมด้วย นพ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ศ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ และนางสาวปนัสยา (รุ้ง) สิทธิจิรวัฒนกุล

โดยระบุว่า ต้องยืนยันและยอมรับหลักการประชาธิปไตยก่อนว่าเป็นหลักที่ประกันเสรีภาพการแสดงออก ให้แต่ละคนอดทนต่อความเห็นที่แตกต่าง ถกเถียงกันจนได้สิ่งที่เป็นฉันทามติของมหาชน แต่อย่างไรก็ตามฉันทามตินี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เสียงข้างน้อยอาจกลายเป็นเสียงข้างมากได้ในวันข้างหน้า
               ดังนั้น ถ้าการเมืองดี เราสามารถที่จะอภิปราย ถกเถียงกันเรื่องสถาบันกษัตริย์ได้ตั้งแต่เรื่องที่ว่าให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจให้มากขึ้นหรือน้อยลง จำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ หรือแม้แต่พูดแสดงความเห็นว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เป็นไปได้ ดังเช่นที่สหราชอาณาจักรหรือสเปนที่เปิดโอกาสให้ประชาชน พรรคการเมือง รณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นสิ่งที่เปิดพื้นที่ตรงนี้ไว้ว่าประเทศไทยเราจะมีวุฒิภาวะเพียงพอหรือไม่ที่จะถกเถียงกัน
               นายปิยบุตร กล่าวว่า การแก้ไขกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดหรือมีข้อเสนอต่างๆ นั้น คิดว่าเราจำเป็นต้องตั้งหลักก่อนว่าต้องการปกครองในระบอบอะไร เพราะถ้าเอาระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวตั้ง นั่นหมายความว่าสถาบันกษัตริย์ต้องปรับให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย
               เพราะวันนี้ ในศตวรรษที่ 21 เรายอมรับเรื่องประชาธิปไตย เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงสิทธิ์และผู้มีอำนาจย่อมต้องถูกตรวจสอบได้ อย่างนี้แล้วสถาบันต่างๆ ตามการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องปรับให้สอดคล้องกับหลักนี้หรือไม่ ที่อำนาจสูงสุดเป็นของบุคคลทุกคนที่รวมกันในชื่อประชาชนไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
               องค์กรที่ทำหน้าที่รัฐแทนประชาชนนั้นมีความเชื่อมโยงกับประชาชนและมีเรื่องความรับผิดชอบ ต้องมีหลักการแบ่งแยกอำนาจ ปัจเจกชนเป็นผู้ทรงสิทธิเสรีภาพส่วนเรื่องใดที่รัฐต้องการจำกัดสิทธิก็ต้องตราเป็นกฎหมาย และสำคัญที่สุดก็คือการแบ่งแดนเรื่องสาธารณะกับเรื่องเอกชนออกจากกัน
               เพราะรัฐจะแสดงเจตนาได้ต้องมีคนไปใช้อำนาจ และจะทำให้คนๆ นั้นมี 2 หมวก คือ 1 คน และ 2 คือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีตำแหน่งที่ใช้อำนาจ ซึ่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์ก็เช่นกัน ต้องแบ่งให้ชัดเจน เพราะถ้าปนกันจะย้อนไปสู่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เรื่องส่วนตัวกับเรื่องส่วนรวมเป็นเรื่องเดียวกัน
               “ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยดังนี้แล้ว กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีนั้นจำเป็นต้องไปดูว่ามีอะไรที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยบ้าง หลักการ The King can do no wrong เรื่องเอกสิทธิ์คุ้มครองประมุขของรัฐนั้น ต้องดูว่าจะจัดการอย่างไร ประมุขของรัฐเราคือพระมหากษัตริย์สืบทอดสายโลหิต จะทำอย่างไรให้เรื่องส่วนบุคคลและเรื่องของรัฐแบ่งเขตแดนจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความชอบธรรม
               นั่นก็คือ ต้องทำให้พระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจโดยแท้ในทางสาธารณะด้วยพระองค์เอง คือต้องให้รัฐมนตรีมีอำนาจโดยแท้และเป็นคนรับผิดชอบ นั่นคือที่มาที่เรื่องต่างๆ ของรัฐนั้นต้องทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และต้องมีรัฐมตรีที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบจริงๆ The King can do no wrong เพราะ The king can do nothing” ปิยบุตร กล่าว
                นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 16 กรณีพระมหากษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร จะตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ หรือ พ.ร.บ. ราชการส่วนพระองค์ 2560 ที่กำหนดให้ส่วนราชการในพระองค์ไม่มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่กลับให้รัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรงบประมาณให้ และมีการโอนส่วนราชการหน่วยงานต่างๆ ที่ใช้อำนาจในแดนสาธารณะมาไว้กับราชการส่วนพระองค์ หรือ พ.ร.บ. ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่ทำให้เกิดความคลุมเครือในเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับทรัพย์สินส่วนพระองค์
               รวมถึงปัญหาเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ผู้ร่วมเสวนาในวันนี้หลายคนบอกว่าพระมหากษัตริย์ถึง 2 รัชกาลไม่ประสงค์ให้ใช้มาตรานี้แล้ว ดังนั้นก็ควรที่จะต้องยกเลิกไปเลย เพราะอย่างไรก็ตามยังมีกฎหมายหมิ่นประมาทในระบบกฎหมายระบบปกติอยู่ แต่ทั้งนี้ปิยบุตรเห็นไปไกลกว่านั้นว่าการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ ศาล ทูต คนธรรมดาทั่วไป ไม่ควรมีโทษทางอาญา เพราะในโลกอารยะการใช้เสรีภาพในการพูด เขียน พิมพ์ ไม่ควรที่จะต้องนำมาซึ่งความผิดอาญาถึงขั้นต้องเข้าคุก คนที่ถูกละเมิดจะร้องเรื่องสินไหมทดแทนก็ว่ากันไป แต่ไม่ควรเอาคนเข้าคุกเพราะการด่ากัน


               “อีกฉบับที่เปลี่ยนจากรัชสมัยที่แล้วอย่างชัดเจนคือ ส่วนราชการในพระองค์ ที่กำหนดไว้ว่าไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ คำถามคือว่าแล้วเป็นหน่วยงานอะไร ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ไม่มีใครรู้ แต่กฎหมายบังคับให้รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน และที่แน่ชัดคือว่าเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ แต่ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่ามีการโอนหน่วยราชการอื่นๆ ที่ใช้อำนาจสาธารณะเข้าไปด้วย ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ยังมีความคลุมเครือ” นายปิยบุตร กล่าว
               นายปิยบุตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาหลายคนอาจไม่สบายใจกรณีการปราศรัยของนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อ 10 สิงหาคม แต่อยากให้พิจารณาแยกแยะเรื่องท่าทีกับเรื่องเนื้อหา ตนเองไม่เห็นว่าเนื้อหาเป็นการยุยงปลุกปั่นแต่อย่างใด จริงอยู่ท่าทีวันนั้นอาจมีเรื่องแสง สี เสียง การแสดงออกมาอาจทำให้หลายคนไม่สบายใจ ซี่งก็ต้องแยกแยะจากเนื้อหาที่ต้องการสื่อสาร และก็อยากจะฝากว่า การปฏิรูปเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์จะเกิดขึ้นได้ตบมือข้างเดียวไม่มีทางดัง จำเป็นต้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ปัญญาชนฝ่ายรอยัลลิสต์ นักวิชาการ ข้าราชการ รวมถึงคนอื่นๆ เห็นด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องโน้มน้าวให้พวกเขายินยอมปฏิรูปไปด้วยกัน
               จำเป็นต้องมีพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยกันในลักษณะนี้ ขอบคุณทนายอานนท์ คุณเพนกวิน คุณรุ้ง และนักศึกษาที่กล้าหาญเป็นผู้นำเสนอ เรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้การพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์กลับมาเป็นเรื่องปกติอีกครั้งหลังจากที่หายไประยะหนึ่งขอบคุณฝ่ายรอยัลลิสต์ที่มีเหตุมีผลหลายคน รวมทั้งวิทยากรร่วมเสวนาในวันนี้อย่าง นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ และ ศ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ที่พร้อมพูดคุยเรื่องนี้ด้วยกันเพื่อที่ต่อไป เราจะได้แสวงหาฉันทามติให้กับสังคมไทยในเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *