เปลว สีเงิน

โลกแห่งละครชีวิตจริง-เปลว สีเงิน

เปลว สีเงิน

“โลกนี้คือละคร บทบาทบางตอนยอกย้อนเร้าใจ…..”
ไม่ผิดอย่างเพลงเขาร้องอย่างนั้นจริงๆ
ดูข่าว ส.ต.ต.นรวิชญ์ ขี่บิ๊กไบค์ชน “คุณหมอกระต่าย” เสียชีวิต ไปบวชพร้อมพ่อ เพื่ออุทิศผู้ตาย แล้วต้องสึก เพราะผิดกฎพรบ.คณะสงฆ์ ก็ดี
อ่านโพสต์ของ “คุณบุญเกื้อ ปุสสเทโว” ประกาศขอขมากรรมเป็นวาระสุดท้ายชีวิต เมื่อมะเร็งระยะสุดท้ายมาเยือน ก็ดี

และอ่านโพสต์ “คุณโบว์-ณัฏฐา” ในฐานะคู่คดีความกับคุณบุญเกื้อ ประกาศอโหสิกรรม ก็ดี

อืมมมมมม…..!
ในยอกย้อนแห่งละครแต่ละชีวิตนั้น มันสะท้อนใจอย่างไร…บอกไม่ถูก
คิดแล้วก็ รักประเทศไทย รักหัวใจพี่น้องไทย รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทุกคน

โลกไม่เคยโหดร้าย โลกไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่มนุษย์เรานี่แหละ บางครั้งทำให้ดูมืดดำโหดร้าย บางครั้งทำให้สดใสด้วยลำแสง

โกรธ, เกลียด, อาฆาต, พยาบาท, ชิงชัง
ถ้าเราไม่มีรัก ไม่มีเมตตา ไม่มีอภัยให้ต่อกัน มันก็จะพันเป็นห่วงโซ่แห่งเวรและกรรม ตอกตรึงให้แต่ละคนหมุนวนไปไม่สิ้นสุด พี่น้องเอ๋ย

ผมจะบอกว่าเศร้าหรือสุขดีล่ะ กับพวกเรา “นักแสดงละครชีวิต” ร่วมโรง ด้วยกันทุกคน?

โพสต์คุณบุญเกื้อกับโพสต์คุณโบว์-ณัฎฐา ทำให้ผมเห็นอนาคต “บ้านเมืองไทย” น่าอยู่-น่ารักและไปรอดแน่ ยืนยันได้จาก “จิตเดิมแท้” ของไทย ผ่านคุณบุญเกื้อและคุณโบว์

อ่านดูนะ ข้อความในโพสต์คนทั้งสอง เริ่มจากคุณบุญเกื้อผู้กำลังจากลาก่อน

“บุญเกื้อ ปุสสเทโว”
ผมเองอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 10 วัน จึงต้องออกมากล่าวคำอำลาต่อญาติพี่น้องมิตรสหายทุกคน

และถือโอกาสนี้ ขออโหสิกรรม ไม่เอาโทษต่อกัน เลิกแล้วต่อกัน อย่าได้มีเวรกันต่อไปเลย

เนื่องจากมะเร็งเยื่อบุช่องท้องเข้าสู่ระยะสุดท้าย แรงถอยลงอย่างรวดเร็วจนยืนไม่ได้ แม้จะยังมีกำลังใจดีอยู่ ผมคาดคะเนว่า คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 10 วัน

เมื่อถึงวาระสุดท้าย ผมจะตั้งจิตกำหนดอานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าออก แล้วภาวนาบทพุทโธ
ออกเสียงว่า พุท-โธ, พุท-โธ, พุท-โธ จนค่อยๆ หมดแรงดับไปด้วยอาการอันสงบ

เมื่อโพสต์คุณบุญเกื้อแพร่ออกไป มิตรสหายและใครต่อใคร เชื่อว่าคงแป้วในหัวใจ โพสต์เป็นกำลังใจบ้าง อธิษฐานขอให้ปาฎิหาย์มีจริง ช่วยให้โรคภัยจางคลายบ้าง

และในจำนวนมากมายนั้น คู่กรณีความของคุณบุญเกื้อรายหนึ่ง คือคุณโบว์ก็โพสต์ ดังนี้

“โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา – Nuttaa Mahattana”

“โบว์มีคดีหมิ่นประมาทที่ฟ้องคุณบุญเกื้อไว้นานแล้วทั้งทางแพ่งและอาญา ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่ามีมูล และนัดสืบพยานวันที่ 17-18 มีนาคมนี้

เช้านี้ ได้ทราบข่าวการป่วยหนักและคำกล่าวอำลาขออโหสิกรรม

โบว์ขอถอนฟ้องและอโหสิกรรมทุกอย่างอย่างไร้ซึ่งการติดค้างใดๆ และหากอภัยทานในครั้งนี้จะมีผลบุญใดๆ ก็ขอให้ส่งผลให้คุณบุญเกื้อได้มีช่วงเวลาแห่งการเดินทางสู่สุคติอย่างสุขสงบตามที่ตั้งจิตไว้ปราศจากความทรมานทั้งใจและกาย

หรือหากจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ก็ขอให้อาการดีขึ้นเป็นลำดับ

ขอส่งความปรารถนาดีไปยังครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยมรณานุสติว่า เราทุกคนจะได้กลับคืนสู่ธรรมชาติไม่ช้าก็เร็ว และเมื่อเวลาของเราแต่ละคนมาถึง ก็ขอให้ความทรงจำที่ดีเป็นเครื่องปลอบประโลมใจด้วยค่ะ”

ครับ…..

“จิตงาม” และ “จิตสูง” จริงๆ นอกจากคำว่า “ประเสริฐ” ก็คงไม่มีคำอื่นเหนือกว่านี้ ที่เหมาะสมกับคุณโบว์

ผมเชื่อว่า คุณบุญเกื้อต้องได้อ่านโพสต์นี้แน่ และความงดงามแห่งใจอภัยต่อกัน การไม่มีอะไรทางอกุศลติดค้างต่อกัน

สิ่งที่คุณโบว์ทำนี้แหละ “จิตสงบ-จิตโปร่งใส” คุณบุญเกื้อ จะเป็นเชื้อไฟก่อเกิดปาฎิหาริย์ ดังคุณโบว์กล่าว ก็เป็นได้

ภาษาคุณโบว์เขียน ไม่ใช่ภาษาหนังสือโลกสวย หากแต่เป็น “ภาษาจิตประภัสสร” คือจิตประเสริฐเดิมแท้ ย่อมมีพลัง

กลับไปดูเรื่อง “ส.ต.ต.นรวิชญ์” ขับบิ๊กไบค์ชนคุณหมอกระตายบ้าง
จะไม่พูดเรื่องความผิด-ความถูกในคดี เพราะนั่น ชัดเจนในตัว จนไม่มีความจำเป็นต้องขยี้ขยำอะไรอีก

แต่จะคุยในด้าน “ละครชีวิต”

ถามว่า ส.ต.ต.นรวิชญ์ ผิดมั้ย ต้องตกเป็นผู้ต้องหามั้ย นั่นล้านเปอร์เซนต์อยู่แล้ว

แต่ประเด็นดรามา คือที่ส.ต.ต.นรวิชญ์กับพ่อไปบวช แล้วประชาคมโซเชียลถามอื้ออึง “บวชได้หรือ..สมควรหรือ..บวชหนีคดีหรือ หรือบวชด้วยเจตนาใด?”

จากอื้ออึงเหล่านี้ เดือดร้อนไปถึงวงการพระ ว่าวัดไหนบวชให้ บวชได้หรือ เพราะเป็นผู้ต้องหาขับรถชนตาย
ร้อนถึงสำนักพุทธฯต้องออกมาบอกว่า

“ตามพระวินัยแล้วไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นผู้ต้องคดีอาญาที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจแล้ว”

ตกลง เพื่อปัญหาไม่ลุกลามไปกว่านี้ พระนรวิชญ์ก็ต้องลาสิกขา ตามรายละเอียดที่ขออนุญาตยกมาจากข่าว ดังนี้

“พระครูสถิตย์บุญวัฒน์” เจ้าอาวาสวัดด่าน และเจ้าคณะเขตยานนาวา พระอุปัชฌาย์ที่บวชให้กับพระนรวิชญ์ และพระนิคม บิดาพระนรวิชญ์ บอกว่า

“เมื่อวาน เจ้าอาวาสวัดปริวาสฯ โทรศัพท์มาตอนบ่ายโมงขอให้ช่วยไปทำพิธีบวชให้กับตำรวจทั้ง ๒ นาย โดยใช้คำว่า “ขอให้ช่วยสงเคราะห์”

อาตมากับเจ้าอาวาสวัดปริวาสฯ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จึงไปบวชให้ โดยไม่ได้ถามเหตุผลหรือรายละเอียด
เพราะปกติแล้ว การรับบวช ปกติต้อง “ได้รับการพิจารณากลั่นกรอง” จากเจ้าอาวาสมาแล้ว
โดยตำรวจทั้งสองนายบอกว่า จะบวชเป็นเวลา ๓ วัน”

ทั้งนี้ ตามกฎมหาเถรสมาคมระบุว่า….
ผู้ที่จะมาบวชได้จะต้องมีการตรวจสอบประวัติจากเลขบัตรประชาชนก่อน เพื่อป้องกันบุคคลที่หนีคดีมาบวช

และหากเป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดี แม้ศาลจะยังไม่ตัดสินความผิด แต่หากต้องมีนัดรายงานตัวก็ไม่ควรให้บวช

เพราะการห่มผ้าเหลืองไปรายงานตัวเรื่องทางคดีอาญานั้น ถือว่า “ไม่เหมาะสม”
กรณีการบวชของข้าราชการ ตามหลักต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานและมีหนังสือมายืนยัน เพื่อใช้อ่านในโบสถ์ขณะทำพิธีอุปสมบท

แต่กรณีพระนรวิชญ์ ไม่มีเอกสารมา แต่มีผู้บังคับบัญชายศ “พล.ต.ต.” มารับรองด้วยตนเองและมีตำรวจมาร่วมพิธีเต็มโบสถ์
ซึ่งก็เพิ่งเคยเจอกรณีที่ข้าราชการบวชแล้วผู้บังคับบัญชาเดินทางมารับรองเองเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

แต่ก็พอจะประเมินได้ว่า เกิดจากความสัมพันธ์อันดี เจ้าอาวาสจึงช่วยสงเคราะห์ เพราะปกติเวลาตำรวจควบคุมฝูงชนมาปฏิบัติงาน วัดปริวาสฯก็จะเอื้อเฟื้อสถานที่ให้พักอยู่เป็นประจำ

สำหรับบรรยากาศในการทำพิธีอุปสมบทเมื่อวาน สังเกตเห็นว่า พระนรวิชญ์แสดงอาการว่ามีปัญหาภายในจิตใจ ดูแล้วน่าเป็นห่วง คล้ายอาการคนซึมเศร้า

ส่วนการที่พ่อบวชด้วยเมื่อวานนี้ พ่อของพระนรวิชญ์ เองก็ตื้นตันถึงกับร้องไห้ออกมา แต่อาตมาก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะโดยมารยาท ไม่ควรไปล้วงเรื่องส่วนตัวของผู้ที่จะบวช

แต่ก็ได้แนะนำว่า บวชแล้วก็ให้เน้นปฏิบัติธรรมด้วยการเข้ากรรมฐาน เพื่อบำบัดจิตใจ ซึ่งอาตมาก็ประเมินว่า เหตุที่เจ้าอาวาสอนุญาตให้บวช เป็นเพราะมองเรื่องจิตใจเป็นอันดับแรก เรื่องกฎเกณฑ์มาทีหลัง

อย่างไรก็ตาม หลังครองผ้าเหลืองไม่ทันข้ามวัน ปรากฏว่าเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง

อีกทั้งเจ้าอาวาสวัดปริวาสฯ ก็ได้รับการติดต่อจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อาจเป็นเพราะการบวชที่น่าจะไม่ได้เข้าระบบถูกต้อง

ทางเจ้าอาวาสเองก็บอกกับอาตมาว่า ทางเดียวที่จะระงับปัญหาได้ ก็คือต้องให้พระนรวิชญ์ “สึกออกไป”

ได้พูดคุยกับเจ้าตัวแล้ว ก็ยินยอมที่จะสึกในวันพรุ่งนี้ โดยวันนี้ จะไปร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตอีก ๑ วัน แล้วจะกลับมาสึกที่วัด

แต่จะยังคงให้นุ่งขาวห่มขาว ถือศีล ๘ ต่อไป ส่วนพระพ่อ จะบวชต่อให้ครบกำหนด ๓ วัน

ก็เป็นเช่นนี้แหละครับ…….

ชีวิตใน “หนัง-ละคร” คนเขียนบทเป็นผู้กำหนด แต่บางทีชีวิตในโลกเป็นจริงที่ “สังคมกำหนด” มันทั้งยอกย้อน และทั้งย้อนแย้ง โหดร้าย หาบทจบไม่ได้จริงๆ
หรือนี่ ที่เรียก “โศกนาฏกรรมของสัตว์มนุษย์”!?

พระวินัยหรือศีลพระทั้งหมด ๒๒๗ ข้อ “ผิด-ไม่ผิด” พระพุทธองค์ทรงตรัสบอกให้ยึด “เจตนา” ผู้กระทำเป็นหลัก

ถ้าพูดแบบเอาตามตาเห็น แเละตามตัวหนังสือ ส.ต.ต.นรวิชญ์ บวชไม่ได้ แต่ถ้าพูดตามเจตนาผู้ขอบวชและพระอุปัชฌาย์ผู้บวชให้
กรณีนี้ ผิดนั้น ผิดกฎมหาเถรสมาคม แต่ไม่ผิดตามหลักเจตนาพระพุทธศาสนา

“โจรองคุลีมาล” ฆ่าคน ๙๙๙ คน เจอพระพุทธองค์ ทั้งที่จะฆ่าพระพุทธองค์เป็นคนที่ ๑,๐๐๐ แท้ๆ แต่เวลาเดียวกันนั้น เมื่อโจรองคุลีมาลสำนึกผิด กลับใจ
พระพุทธองค์บวชให้เป็น “พระองคุลีมาล” ในกาลนั้น!

สรุป……….
การ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่และสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ การให้ “อภัยทาน”
โทษทัณฑ์และกฎกรรมเป็น “ส่วนของเขา”
“อภัยทาน” นั่นคือ “ส่วนของเรา” ก็เลือกเอาละกัน!


Leave a Reply

Your email address will not be published.