ชลน่าน
เปลว สีเงิน

“จมูกหมา-จมูกคน” – ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

ปัญญาอ่อน!                 

“ชลน่าน ศรีแก้ว” คงลืมไปว่าตัวเองเป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมือง

ไม่ใช่ ส.ส.ปลายแถวอีกแล้ว

หัวหน้าพรรคการเมือง เป็นผู้นำทางการเมือง สิ่งที่ต้องพกติดตัวมาด้วยคือ วุฒิภาวะ ไม่ใช่ผีเจาะปาก อยากพูดอะไรก็พูด โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง

ในภาวะที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้ นักการเมืองต้องรู้ว่าอะไรควรพูดและไม่ควรพูด อะไรควรเอามาเล่นการเมือง หรืออะไรไม่ควร

เรื่องที่ “หมอชลน่าน” บอกว่า มี ๒ เรื่องอยากให้ “ลุงตู่” คือ

๑.นายกฯ ลาออก เปลี่ยนคณะรัฐมนตรี

๒.ยุบสภา เราพร้อมถ้านายกฯ จะยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสิน

ครับ…๒ เรื่องนี้ ประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์

ร่วม ๘ ปี ที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจ ที่พรรคเพื่อไทยต้องการล้มกระดาน เพื่อให้เปลี่ยนรัฐบาลให้ได้

ไม่ว่าจะเป็นยุบสภา หรือ นายกฯ ลาออก หากเพื่อไทยไม่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล เราก็จะได้ยินเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา-ลาออก ต่อไปเรื่อยๆ

จนกว่าเพื่อไทยจะกลับเข้าเป็นรัฐบาล ถึงวันนั้นใครมาเรียกร้องให้รัฐบาลเพื่อไทยยุบสภา ลาออก คิดหรือว่าจะทำตาม

ณ สถานการณ์ปัจจุบันยุบสภา ลาออก ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด

คิดหรือว่าเพื่อไทยกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล จะทำได้ดีกว่าที่รัฐบาลปัจจุบันทำอยู่

แค่เรื่องใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเพื่อไทย ก็ไม่พ้นเรื่อง “อีแอบ” แล้ว

คิดหรือว่า “หมอชลน่าน” จะได้รับการไว้วางใจจาก “นายใหญ่” ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

แน่ใจหรือว่า หมากที่ “นายใหญ่” วางไว้ทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ อย่างที่ประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แค่เรื่องนี้สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้ว มันเหมือนความดำมืดในก้นอุโมงค์

เพราะยังเป็นเรื่องของตระกูลชินวัตรอยู่

มาถึงประเด็นสำคัญ “หมอชลน่าน” บอกว่า ไม่ควรใช้วิธีการยึดอำนาจ รัฐประหาร เพราะมีกลิ่นออกมาว่า จะมีการใช้วิธีนี้ จึงขอคัดค้าน ขอเรียกร้องไปถึงผู้มีอำนาจอย่าได้คิดวิธีการนี้

จมูกได้กลิ่นดีขนาดนั้น ไม่ธรรมดาเลย

รู้มั้ยครับว่า จมูกสุนัข ทำงานอย่างไร

อธิบายให้เป็นวิทยาศาสตร์ก็ตามนี้ครับ…

ที่จมูกของสุนัขจะมีอวัยวะที่ชื่อว่า Jacobson’s organ หรือ Vomeronasal organ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อลักษณะเป็นท่อแคบๆ ๑ คู่ อยู่บริเวณเพดานแข็งทำหน้าที่รับฟีโรโมน

เห็นได้จากการที่สุนัขตัวผู้สามารถรับรู้ได้ว่า สุนัขตัวเมียตัวไหนกำลังเป็นสัดอยู่

ภายในจมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นที่เรียกว่า Olfactory cells อยู่จำนวนมากซึ่งทำให้สามารถรับกลิ่นได้ไว เซลล์เหล่านี้จะอยู่ตามผิวในโพรงจมูก

ปริมาณจำนวนเซลล์รับกลิ่นในจมูก ยิ่งมีมากเท่าไร จมูกยิ่งไวเท่านั้น

สุนัขมีขนาดพื้นที่เซลล์รับกลิ่นเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๒๕-๑๕๐ ตารางเซนติเมตร

แตกต่างจากคนเราที่มีพื้นที่ที่มีเซลล์รับกลิ่นเพียง ๔ ตารางเซนติเมตร มันจึงสามารถดมกลิ่นได้ไวกว่าคนเรา

สุนัขแต่ละพันธุ์ก็จะมีขนาดไม่เท่ากัน

ความไวในการดมจึงลดหลั่นกันไปตามพื้นที่เซลล์รับกลิ่นนั่นเอง เซลล์รับกลิ่นจะมีระดับ threshold ที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้มีความไวสูง สามารถถูกกระตุ้นได้ง่าย

เมื่อกลิ่นซึ่งเป็นโมเลกุลล่องลอยอยู่ในอากาศ ไปจับกับเนื้อเยื่อภายในจมูกส่วนรับสัญญาณของสุนัข จนเกิดการกระตุ้นเซลล์รับกลิ่น

มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เกิดขึ้น แล้วส่งสัญญาณกระตุ้นไปตามเส้นประสาท เข้าสู่สมองเพื่อแปลสัญญาณออกมา

เห็นมั้ยครับว่าจมูกสุนัขมีความซับซ้อนแค่ไหน

จมูกสุนัข จึงเที่ยงตรง มีความน่าเชื่อถือ

ดมยาเสพติดก็บอกเป็นยาเสพติด

ดมระเบิดก็บอกเป็นระเบิด

จมูกคน มีจะซับซ้อนน้อยกว่า แต่ซ่อนเล่ห์กลเยอะกว่ามาก   สถานการณ์การเมืองขณะนี้ ไม่มีใครได้กลิ่นรัฐประหารแม้คนเดียว นอกจาก “หมอชลน่าน”

กลับกันช่วงท้ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้กลิ่นรัฐประหารโชยตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย

เพราะรัฐบาลขณะนั้น อุดมไปด้วยเรื่องโกง และคนโกง

เพราะนักการเมืองโกงเป็นคนกวักมือเรียกให้ทหารเข้ามา

โดยหลักการแล้วรัฐประหารเป็นเรื่องเลวร้ายครับ

แต่รัฐบาลโกงก็ชั่วร้ายมากพอๆ กัน

ฉะนั้นเลิกเถอะครับ กุข่าวรัฐประหาร เพียงแค่หวังให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง ให้คนไล่ถล่มรัฐบาล โดยที่ไม่มีใครคิดทำรัฐประหารในสถานการณ์ปัจจุบันเลย

ฝ่ายค้านมีกลไกตรวจสอบรัฐบาลอยู่แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยื่นญัตติ ตั้งกระทู้ถาม

ถ้าอยากล้มรัฐบาลให้ได้เร็วๆ ละทิ้งหน้าที่ในสภานิติบัญญัติ ไม่เข้าประชุม แล้วฉวยจังหวะ รอโหวตคว่ำร่างกฎหมาย

เมื่อรัฐบาลแพ้โหวต นายกฯ ก็มีแค่ ๒ ทางเลือก คือไม่ยุบสภา ก็ลาออก

และดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังใช้วิธีงดทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ยังรับเงินเดือน และเบี้ยตอบแทนเต็มพิกัด

ก็ว่ากันไปครับ แล้วแต่กลยุทธ์ที่งัดมาใช้

ในทางกลับกัน ฝ่ายค้านที่เอาแต่ด่ารัฐบาลขี้โกง รัฐบาลเผด็จการ แต่ฝ่ายค้านกลับไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถจัดการกับรัฐบาลโกงรัฐบาลเผด็จการได้ แบบนี้ก็เป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ได้

เปลืองข้าวสุกเหมือนกัน

รัฐประหาร หากจะเกิดในเวลานี้ คนที่มีศักยภาพที่จะทำได้ ก็มีเพียงนายทหารระดับ ผบ.เหล่าทัพเท่านั้น อย่าไปฝันว่าจะมีพวกยังเติร์ก เหม็นขี้หน้าลุงตู่ แล้วลุกขึ้นมาทำยึดอำนาจ

เพ้อเจ้อครับ

กองทัพในปัจจุบัน มีความเป็นปึกแผ่นมากกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา คนที่ทำให้ทหารไม่แตกแถว ไม่ใช่ใครอื่นครับ ฝีมือพรรคฝ่ายค้าน

ทั้งเพื่อไทย ก้าวไกล ล้วนเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา

ฉะนั้นหากจะมีการรัฐประหารก็มีอยู่กรณีเดียว “รัฐประหารตัวเอง”

แต่…มันจะยิ่งเพ้อเจ้อหนักเข้าไปใหญ่

ทหารปรับตัวไปมากพอควร อย่าไปคิดว่าทหาร พ.ศ.นี้จะเหมือน จอมพลถนอม กิตติขจร ที่รัฐประหารตัวเองเมื่อปี ๒๕๑๔

มันหมดยุคแล้วครับ

“ลุงตู่” ก็รู้ว่าทหารไม่สามารถทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้งได้ โดยเฉพาะการรัฐประหารตัวเอง

นอกจากในประเทศไม่ยอมรับแล้ว ทั่วโลกเขาไม่คบหาด้วย

ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ต่อให้ใครทำรัฐประหารสำเร็จก็ไม่มีทางอยู่ได้

ถามกลับไปยังนักการเมือง เคยคิดวางแผนไว้หรือไม่ เลือกตั้งคราวหน้าถ้าได้เป็นรัฐบาล จะไม่โกง

ถ้าทำได้จะไม่ได้กลิ่นรัฐประหารแน่นอน


Leave a Reply

Your email address will not be published.