เปลว สีเงิน

เกษตรพอเพียง “ที่สุข” ของประเทศ

ที่ว่า”หนัก”เพราะอะไร?

เพราะเราแบกมันไว้
จึงหนัก
แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก…….
ก็เบา!
ดูอย่างนายกฯ ประยุทธ์เมื่อวานซิ พอวางปุ๊บ แล้วทอดน่องไปสุดแต่ใจสั่ง
โลกทั้งใบ ไม่ใช่ของใคร
ของชายเฟือยชื่อประยุทธ์ “สุดเลิฟ” ของคนรุ่นเยาว์-รุ่นใหญ่ คนนี้คนเดียว
ไปทางไหน พบแต่รอยยิ้ม เสียงทักทาย เรียกหา ลุงตู่..ลุงตู่.. และอ้อมกอด

ต้นข้าวสมบูรณ์ ย่อมค้อมรวงลงดิน
ผู้นำที่สมบูรณ์ ย่อมย่ำหาประชาชน
ข้าวกับดิน ต้องอยู่ด้วยกัน ฉันใด ผู้นำกับประชาชนก็ห่างกันไม่ได้ ฉันนั้น

เมื่อวาน (๒๒ พย.๖๒) นายกฯ ชวนพลเอกอนุพงษ์ไปโต๋เต๋แถวๆ ริมคลองบางกอกน้อย ย่านวัดสุวรรณาราม บ้านบุ ยันวังหลัง
“บ้านบุ” แถวๆสถานีรถไฟบางกอกน้อย ไม่ใกล้-ไม่ไกลจากโรงพยาบาลศิริราช
เป็นแหล่งตีขันลงหิน ตีบาตรพระมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงธนบุรี มาถึงรัตนโกสินทร์
คือเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก กลุ่มช่างฝีมือเครื่องลงหินก็มาปักหลักลงฐานอยู่ที่บ้านบุ สืบต่อเรื่อยมาถึงทุกวันนี้
พวกเราคนไทยด้วยกัน แทบไม่รู้จักบ้านบุ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักดี
ถ้าภาครัฐไม่หาทางอนุรักษ์รูปแบบหัตถกรรมดั้่งเดิมไว้ พร้อมสนับสนุนให้รุ่นใหม่มารับการถ่ายทอดวิชาเพื่อสืบต่อ
ก็หวั่นใจ……

หัตถกรรมบ้านบุ ชื่อดังระดับโลก งานฝีมือบ้านบุ เป็นงานคู่บ้าน-คู่เมือง จะสูญไปพร้อมต้นตำรับที่รับทอดมาเป็นรุ่นๆ ซึ่งนับวันจะ “ขาดรุ่น”
ของที่ระลึกบ่งอารยวัฒนธรรมคู่ชาติ ที่นิยมมอบต่อกัน ก็ “หัตถกรรมบ้านบุ” นี่แหละ เป็นชิ้นหนึ่ง ที่กระจายอยู่ตามหิ้งบุคคลระดับโลก

ผมดีใจนะ
ที่จู่ๆ เห็นนายกฯไปเยี่ยมบ้านบุ ไปเห็นการตีขันลงหิน ก็อย่าแค่เห็น แล้วก็ลืมซะล่ะ ว่าจะสืบสานอย่างไรต่อ
ที่ดีใจ เพราะ “บ้านบุ-พรานนก-สี่แยกอิสรภาพ” ตรงนั้น เป็นถิ่นเก่าผม สมัยก่อนปี ๒๕๑๐
ได้กินข้าวเจ้าของร้านตีขันลงหินอยู่หลายปี ระลึกบุญคุณอยู่ทุกวันนี้ ป่านนี้ ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหนแล้วก็ไม่รู้
และปลื้มใจ เห็นเด็กนักเรียนวัดสุวรรณาราม ตั้งแต่ประถมยันมัธยม
กระโดดเร่าๆ กวักมือหยอยๆ วิ่งกรู โผกอดลุงตู่ ด้วยความดีอก-ดีใจ
น้่ำฝน ว่าบริสุทธิ์ ยังต้องผ่านชายคา
แต่ใจผูกพัน ระหว่างเด็กๆกับลุงตู่ บริสุทธิ์กว่า เพราะว่าไม่มีสิ่งใดคั่นกลาง

นายกฯประยุทธ์……..
เป็นตัวอย่างดีของคนมั่นคง ต่อชาติ พระศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์
เป็นตัวอย่างดีของคนซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ในการบริหารราชการงานเมือง
เป็นตัวอย่างดีของผู้นำบริหาร กตัญญู รู้คุณประชาชน มุ่งมั่นบริหารประเทศ โดยมีประชาชนเป็นตัวตั้ง
ก็เข้าใจ บริหารให้ประเทศเป็น “ที่สุด” ในโลก ทำไม่ได้
แต่…….
บริหารให้ประเทศไทยเป็น “ที่สุข” ในโลก นายกฯทำได้แน่
EEC ก็ทำไป นั่น “ลำตัว-แขน-ขา” ประเทศ
แต่ภาคเกษตรกรรม คือ “หัวใจ”
นายกฯ ต้องถนอมรักษาหัวใจ อย่าให้น้อยกว่าถนอมรักษาแขน-ขาเป็นอันขาด!
คนผลิตอาหาร ทำไมอดอยาก?
คำตอบตรงๆ คือ คนผลิตอาหาร ไม่เอาอาหาร แต่มุ่งเอาเงิน จึงอดอยาก
ในขณะเดียวกัน คนผลิตเงิน รู้จักเอาเงินส่วนหนึ่งไปแลกอาหาร และเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ จึงทั้งไม่อดอยาก และทั้งมีเงิน

ตรงๆอีกคำ……..
๕ ปี ในอำนาจเผด็จการ และปีที่ ๖ ในอำนาจประชาธิปไตย
“เกษตรพอเพียง” ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ “พ่อบนฟ้า” สอนสั่ง

นายกฯพูด..พูด..พูด
ถึงวันนี้ ยังไม่นำมาให้ภาคเกษตรลงมือทำให้เห็นเลย!?
“เกษตรพอเพียง” คือคำตอบโจทย์ “ทำไมคนผลิตอาหารจึงอดอยาก” ได้ลงตัวที่สุด
และจะนำประชาชน นำประเทศไปสู่คำว่า “ที่สุข” ในโลก
เกษตรพอเพียง เป็นก้าวถูก “ก้าวแรก” ให้คนเกษตร เข้าใจคำว่า “เหลือกิน-เหลือขาย” จากผัก หญ้า ปลา ปู หมู ไก่ ของตัวเอง
อดทนขั้นเริ่มต้นปี-สองปี จากอด จะเป็นอิ่ม จากอิ่ม จะเป็นลิ่มเงิน-ลิ่มทองให้เก็บ
อาหารมี ๒ ประเภท อาหารกาย กับอาหารใจ
ตอนนี้ ด้วยเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผาก เรียกว่าการกินอยู่ของชาวบ้านเริ่มลำบาก
ลูกหิว ก็ต้องรบเร้าพ่อแม่ ฉันใด
ประชาชนอดอยาก ก็ต้องรบเร้ารัฐบาล ฉันนั้น
มีมาก-มีน้อย หรือไม่มี พ่อแม่ก็ต้องดิ้่นรน ขณะดิ้นรน ก็ต้องปลอบทุกข์-ปลอบสุขต่อกัน
รัฐบาลก็ต้องอย่างนั้น ชาวบ้านแห้งแล้ง นายกฯก็ต้องเป็นน้ำ หมั่นเดินสายออกไปปลอบทุกข์-ปลอบสุขกับชาวบ้าน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดให้มากเข้าไว้
เห็นหน้าเห็นตา จับมือถือแขน พี่ ป้า น้า อา ตา ยาย ถามไถ่ เป็นไง ไหวมั้ย อดทนกันหน่อย รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่
ให้ชาวบ้านได้ระบาย ได้บ่น ได้ด่าบ้าง
ด่าชาวบ้านคือ “พรประเสริฐ” ของผู้บริหาร
เพราะด่าเป็นเครื่องลดอัตตา…….
ช่วยขัดเกลาให้เหลือตัวตนเท่าประชาชนคนหนึ่งด้วยกัน จะทำให้ “ร่วมทุกข์-ร่วมสุข” สู่ร่วมใจ ฝ่าฟันไปด้วยกัน
นายกฯ ขวัญใจเยาวชนและคนทุกรุ่นอยู่แล้ว
แต่ผมขอฝากท่านนายกฯ อีกซักรุ่นได้ไหม ความจริงฝากมานานแล้ว แต่ถ้าใครเป็นอย่างท่าน มันก็เหลือจำจริงๆ
ท่านไปเยี่ยมมาหมด……..
ยกเว้น “โรงเรียน-สถาบันอาชีวะศึกษา” คนพันธุ์’อา นั่นแหละครับ
นี่แหละ “กำลังหลัก” ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ในความเป็น EEC และเกษตร
ในยุคนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยีไอที IOT สรรพสิ่งเชื่อมต่อต่อ สั่งการ ควบคุม เคลื่อนไหว ขับเคลื่อน ด้วย บิ๊กเดตา เอไอ คลาวด์
ไม่แค่อุตสาหกรรมนวัตกรรม อุตสาหกรรมเกษตร ยิ่งต้องใช้
ขุนพลหลักนำสังคมประเทศเปลี่ยนยุคตอบโจทย์วันนี้ พระเอก คือ คนพันธุ์’อา
“นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ” นั่นแหละครับ!
เอ่ยชื่อ “อาชีวะ” สังผมตีตรา ผลักพวกเขาไปเป็นผู้ร้าย มันน่าเจ็บใจเหมือนกัน กลายเป็นเด็กพ่อแม่ไม่รัก ไม่เข้าใจ
ก็เลยร้ายให้มันสมใจไปซะเลย!
ไม่เห็นใครเหมาะเป็นหัวโจกกลุ่มคนพันธุ์’อา เท่าท่านนายกฯประยุทธ์เลย บอกตรงๆ
นายกฯตระเวณไปเยี่ยมตามสถาบันอาชีวะเมื่อไหร่ อย่าลืมหนีบเอา รัฐมนตรีศึกษา “ณัฎฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีอุตสาหกรรม “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”
รัฐมนตรีแรงงาน “มรว.จัตุมงคล โสณกุล” และรัฐมนตรีอุดมศึกษาฯ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” ร่วมไปเป็นสายพันธุ์’อา ด้วยนะ
ไปพบ ไปคุย ไปไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ต้องการแบบไหน อย่างไร แบะอก-กระแทกไหล่คุยกันพร้อมหน้าให้ได้ใจกันไปเลย
ท่านนายกฯ อย่าทิ้งนักศึกษาอาชีวะเป็นอันขาด
เขาขาดคนเข้าใจ ขาดคนเห็นความสำคัญ ขาดกำลังใจ ขาดคนชี้อนาคต และถูกสังคมตีราคาอาชีวะเป็น “เกรดบี” มาตลอด
นักเรียนประถม-มัธยม และอาชีวะ คือ “หน่ออ่อน” เติบโตเพื่อเป็น “เสาเหล็ก-คานเหล็ก” สังคมชาติในอนาคต
ต้อง “รดน้ำที่ใจ” ให้ดี
สำหรับระดับมหาวิทยาลัย ไม่เป็นไรหรอก เพราะเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ผู้ผิด-รู้ถูก, รู้ชั่ว-รู้ดี แล้ว สามารถปกครองตัวเองด้วยสำนึกผู้ใหญ่ได้แล้ว
ดูอย่าง “ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซิ
ท่านโตเป็นผู้ใหญ่ รู้ดี-รู้ชั่ว ด้วยวัยของท่านเองแล้ว เห็นตำตาอยู่มิใช่หรือ?

เอ้อ………
คุยไป-คุยมา ไม่รู้ว่าคุยอะไรไปมั่ง ก็อย่าลืม “ที่สุข” ของประเทศไทย
คือ “เกษตรพอเพียง”!

Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *