การเมือง

“ช่อ” วอนสื่อ เป็น “เสียงแห่งเหตุผล”

พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า พร้อมด้วย ชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และอดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสถานการณ์การเมือง ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่ จ.จันทบุรี โดยมี ส.ส.จากพรรคก้าวไกล ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. เขต 1 พิษณุโลก และญาณธิชา บัวเผื่อน ส.ส. เขต 3 จันทบุรี ร่วมเวทีด้วย

ในเวทีดังกล่าวมีการแลกเปลี่ยนกันเรื่องการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาอย่างกว้างขวาง ซึ่งพรรณิการ์กล่าวว่าการชุมนุมของนักศึกษาวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที แต่เป็นการสั่งสมความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบรัฐสภา ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

เมื่อประชาชนเห็นว่าเสียงของพวกเขาในสภา แก้ปัญหาไม่ได้ สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงต้องออกมาตะโกนส่งเสียงด้วยตนเอง และเมื่อตะโกนเสียงย่อมดัง ข้อความหลายส่วนก็แหลมคม

การเรียกร้องในเรื่องที่แหลมคมเช่นนี้ ย่อมมีผู้ไม่สบายใจ ตกใจ กระทบกระเทือนใจ แต่คือการนำปัญหาที่พูดกันในที่ลับขึ้นสู่เวทีสาธารณะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข โดยปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ก็คือการเปิดใจพูดคุยกันอย่างมีหลักการและเหตุผลอย่างมีวุฒิภาวะ

พรรณิการ์ ย้ำว่า ผู้ที่จะทำหน้าที่สนับสนุนการพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังและการนองเลือด นอกจากสภารัฐบาลก็คือสื่อมวลชน ที่ผ่านมาในฐานะอดีตสื่อมวลชนมีความกังวลใจอยู่ว่าข้อเสนอและจุดยืนของนักศึกษา ไม่ถูกนำเสนอในสื่อหลักส่วนใหญ่ มีเพียงการนำเสนอแบบปลุกปั่น

โดยสื่อบางสื่อก็โหมกระพือวาทกรรมชังชาติ-ล้มเจ้า ซึ่งอาจเป็นการเปิดทางให้นักศึกษาตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรง ทั้งจากรัฐและประชาชนเหมือนในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สังเกตว่าสื่อเริ่มปรับตัว โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ เริ่มกล้านำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อของนักศึกษามากขึ้น สื่อทีวีช่องใหญ่ๆ ก็เริ่มจัดรายการเชิญนักการเมือง นักวิชาการที่เห็นต่างมุมมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

และอยากเรียกร้องให้สื่อทำหน้าที่สื่อกลาง เวทีกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายนักศึกษากับฝ่ายรัฐและกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างมีเหตุผล ยึดหลักการ เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งความเกลียดชัง

“ในสถานการณ์ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ นี่คือโอกาสที่สื่อจะได้แสดงบทบาทอันตรงตามจรรยาบรรณสื่อ ใครๆ ก็พูดว่าสถานการณ์กำลังจะเดินไปสู่ 6 ตุลาฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ สื่ออย่างดาวสยาม วิทยุยานเกราะ ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เลือด ว่ามีส่วนสำคัญในการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังจนถึงขั้นคนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง

แต่ครั้งนี้ สื่อจะได้มีโอกาสจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ไม่ใช่เครื่องผลิตความเกลียดชัง เป็นผู้เปิดเวทีให้คนคิดต่างได้มาคุยกัน หาทางออกร่วมกัน พาสังคมไทยเลี่ยงจุดจบนองเลือด เดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสันติได้”

นอกจากนี้ผู้ร่วมเสวนายังได้สอบถามถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนบางเจ้าที่เสนอข่าวยุยงปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง กล่าวหาว่านักการเมืองอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของนักศึกษา ว่าคณะกรรมาธิการฯ จะจัดการกรณีเช่นนี้อย่างไร

ปดิพัทธ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการกดดันสื่อ เนื่องจากทราบกันดีว่าพรรคก้าวไกล และอดีตพรรคอนาคตใหม่ ตกเป็นเป้าการโจมตีของสื่อบางเจ้า

หากตนเองในฐานะประธานกรรมาธิการ เรียกสื่อมาสอบ หรือใช้อำนาจกดดันสื่อที่โจมตีพรรคตนเอง ก็เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่กรรมาธิการจะทำได้ ก็คือการตรวจสอบการทำงานของ กสทช. ว่าเที่ยงตรงเป็นธรรมหรือไม่ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของสื่อโดยตรง

ส่วนกรณีเสนอข่าวเท็จ สร้างความเกลียดชัง เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้กรรมาธิการยังจะติดตามบทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะกระทรวงที่ดูแลเรื่องข่าวปลอมและการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนในปัจจุบัน


Please follow and like us:
error0
Tweet 20
fb-share-icon20

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *