ท่องเที่ยว & อาหาร

“ล่องแก่งลำน้ำเข็ก” ให้ฟิน ต้องหน้าน้ำ สายโหดเชิญทางนี้

เที่ยวไหนดีล่ะอาทิตย์นี้ สมาชิกในครอบครัวเรามีความสมานฉันท์ตลอดๆ เวลาคุยเรื่องเที่ยว มันอยู่ในสายเลือดจริงจริ๊งงง

หน้าน้ำจะไปไหนดี (แถวบ้านเราหน้าฝนเค้าเรียก “หน้าน้ำ”) เวลาฝนตกที น้ำสามัคคีกันมาจนท่วม หน้าแล้งนี่ก็น้อยเกิ๊น แล้งจนเกษตรกรร่ำไห้

ไม่บ่นละเรื่องฝนฟ้า “ธรรมชาติ” อันแสนยิ่งใหญ่ ใครจะไปคาดเดาได้ หาอะไรทำที่มันเข้ากันได้กับธรรมชาตินี่สิ ถึงจะ “มีความสุข” เมืองไทยเที่ยวได้ทั้งปีอยู่แล้ว ร้อน ฝน หนาว ก็จะไป ถ้าใจสั่งมา

หน้าน้ำ ก็ต้องเล่นน้ำสินะ ไม่เยิ่นเย้อพูดเยอะ คิดอะไรไม่ออกบอก google นางช่วยได้ทุกสิ่ง ถามนางว่า เที่ยวหน้าฝนไปไหนดี “ล่องแก่งลำน้ำเข็ก” โผล่มาเป็นอันดับต้นๆ เลยแฮะ ลองเข้าไปดู โอ้โฮ….

ต้นไม้ใหญ่เขียวชะอุ่มสดชื่น ริมน้ำเข็ก ยามหน้าฝน
ลำน้ำเข็ก บริเวณรีสอร์ตที่พัก

“ลำน้ำเข็ก” เป็นลำน้ำที่กำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขตอำเภอเขาค้อ แล้วไหลผ่านอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นน้ำตกศรีดิษฐ์ น้ำตกแก่งโสภาที่เลื่องชื่อของ “พิษณุโลก” น้ำตกปอย น้ำตกแก่งซอง และน้ำตกวังนกแอ่น แล้วไหลผ่านอำเภอวังทอง ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นแม่น้ำวังทอง ไปรวมกับแม่น้ำน่านที่อำเภอบางกระทุ่ม ในช่วงหน้าฝน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และในช่วงหน้าแล้งจะเป็นสีเขียวใส ลำน้ำเข็กจะไหลคดเคี้ยวไปตามซอกเขาใหญ่น้อยตั้งแต่ เทือกเขาเพชรบูรณ์ จนผ่านเข้าสู่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงจะมีเกาะแก่งมากมาย เช่น แก่งวังน้ำเย็น ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ในเขตพื้นที่หน่วยหนองแม่นา และไหลเคียงคู่กับทางหมายเลข 12 ตามลำน้ำจะมีเกาะแก่งมากมาย ความรุนแรงของกระแสน้ำจะขึ้นอยู่กับระดับน้ำ ถ้าเป็นช่วงหน้าผนตกชุก ความรุนแรงของกระแสน้ำจะมากตามมาด้วย

จัดสินะ…รออะไร

ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย โทรถามหาที่พัก ไม่มีอะไรให้คิดมาก ทุกที่ราคาแทบจะเท่ากันทั้งหมด ต่างกันแค่ 100-200 บาท ที่พัก 1 คืน+อาหาร 3 มื้อ+ล่องแก่ง ต่อคนไม่เกิน 1,700 บาท (เกือบจะทุกรีสอร์ต) ถ้าคุณไม่ล่องแก่งก็ไม่ต้องจ่ายค่าล่องแก่ง สมาชิกทุกคนก็ยังไปเที่ยวด้วยกันได้

พื้นที่เดินเล่น บริเวณที่พัก
มีชิงช้าให้นั่งเล่น สร้างสรรได้เข้ากับธรรมชาติรอบตัว

พอเราจองที่พักได้ก็ง่ายละ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย มีชุดเปียกน้ำได้ ไว้ใส่ล่องแก่ง นอกนั้นก็เตรียมตัวไปเที่ยวตามปกติ ทางรีสอร์ตจัดการให้ทุกสิ่ง (ครอบครัวเราเลือก Rain Forest Resort)

ออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ตี 5 ตีรถยาวๆ ไป แวะพักกินข้าวราดแกงมื้อเช้าแป๊บๆ รีบไปต่อ ต้องให้ถึงที่พักประมาณ 11.00 น. เพื่อเก็บของเปลี่ยนเสื้อผ้า และกินข้าวเที่ยงให้เรียบร้อย เพราะทางรีสอร์ตนัดรถมารับไปล่องแก่งตอน บ่ายโมง

ถึงที่พักก็ check-in เก็บสัมภาระทั้งหลาย เปลี่ยนชุดพร้อมล่องแก่ง เสร็จแล้วมานั่งรอกินข้าวเที่ยง อาหารที่รวมในราคาแพ็กเกจมาไม่ขี้เหร่เลยนะ กับข้าวเพียบ แถมแต่ละอย่างเยอะมาก  กินกันไม่ไหว (ทางรีสอร์ตใจดีให้จัดให้คนขับรถไม่คิดเงินด้วย) ผักสดที่นี่ ดูดี สดมาก และน่ากิน

มื้อกลางวัน สังเกตผักสดในกับข้าวแต่ละจาน

ถามพนักงานที่รีสอร์ต ได้ความว่าปลูกเองจ้า ลูกค้ากินได้สบายใจ (บางส่วนออร์แกนิกส์) จัดการมื้อเที่ยงเสร็จ เข้าห้องน้ำเรียบร้อย เตรียมตัวพร้อม รอรถที่จะพาไปล่องแก่งมารับ

สลัดมื้อเช้า เมนูนี้ถูกใจชาวเรา ผักปลูกเอง

 

 

 

 

 

 

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงเรือ ฝึกพาย ชูชีพพร้อม หมวกพร้อม

ได้เวลารถมาเรียก คนขับรถพาไปที่ลงเรือยาง ขับรถย้อนขึ้นไปอีก 8 กม. เพื่อล่องเรือลงมา พอไปถึงจุดลงเรือก็มีเจ้าหน้าที่รอต้อนรับอยู่ เพื่อนๆ ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วง ดูแล้วการล่องแก่งที่นี่ความปลอดภัยสูง เจ้าหน้าที่จะบรรยายให้ความรู้ และแนะนำขั้นตอนต่างๆ นักท่องเที่ยวที่จะลงล่องแก่งต้องสวมใส่เสื้อชูชีพ หมวกกันน็อค รวมถึงสอนการพายเรือเบื้องต้นแบบง่ายๆ ให้ทุกคน และมีเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์เป็นนายหัว กับนายท้ายเรือ ร่วมล่องเรือไปกับพวกเราลำละ 2 คน

ส่วนเรื่องรูปถ่าย  ถ้าลงเรือกันทุกคน มีบริการรับถ่ายภาพให้ด้วย รับรองได้ภาพสวยกันทุกหมู่คณะ หรือถ้าในกลุ่มมีคนที่ไม่ลงเรือ ก็ให้ขับรถตามไปแต่ละจุดรอถ่ายรูปพวกเรากันเองได้เหมือนกัน  

ของกลุ่มครอบครัวเรา ใช้บริการช่างภาพของทางทัวร์ (เฮ๊วทัวร์..ล่องแก่งซอง) และเอา Go Pro ติดตัวไปเพื่อถ่าย Video กันเองในเรือ

ตื่นเต้น สนุกสนานแค่ไหน ไร้คำบรรยาย เหมือนสำนวนนี้เลยจริงๆ A picture is worth a thousand words เชิญทัศนา…

หัวทิ่มหัวตำกินน้ำกันทั้งเรือ

ผู้ให้บริการล่องแก่ง จะนำเรือยางมาให้นักท่องเที่ยวใช้ล่องแก่งได้อย่างสนุกสนานเร้าใจ ตลอดเส้นทาง คือ ตั้งแต่บ้านปากยาง จนถึง น้ำตกแก่งซอง รวมระยะทาง 8 กิโลเมตร ใช้เวลาในการล่องแก่งไม่เกิน 3 ชั่วโมง แล้วแต่ระดับน้ำจะมากหรือน้อย ความสนุกจะขึ้นอยู่กับนายหัว นายท้ายเรือ ที่ไปกับเราด้วย ทั้ง 2 คนนี้ มีความสามารถในการ entertain นักท่องเที่ยวได้ระดับไหน ของครอบครัวเรา.. พี่ชอบแบบไหน?? พี่เอาเสียวมาก?? พี่เอาเสียวน้อย??? พี่ชอบแพคว่ำ?? พี่ชอบแพหงาย?? พี่เค้าจัดได้หมด พี่ชอบฮามาก..พี่ชอบฮาน้อย… มาลองแล้วจะรู้… สิบปากว่า..ไม่เท่าตาเห็น… “พวกเราประทับใจ”

ด้วยระยะเวลาที่ไม่นานเกินไป ตั้งแต่จุดเริ่มต้นล่องแก่ง นักท่องเที่ยวจะพบกับแก่งต่าง ๆ ที่มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับ 1 – 2 แล้วค่อย ๆ รุนแรงถึงระดับ 4 – 5 บางช่วงน้ำแรงมากๆ วิดีโอก็ถ่ายไม่ได้เพราะต้องยึดให้แน่นระวังตัวเองจะตกเรือจ้า

ในช่วงท้าย ๆ บางแก่งจะมีความยาวของแก่งต่อเนื่องกันเป็นระยะหลายร้อยเมตร

การเดินทางมาล่องแก่งก็สะดวกมาก เพราะว่าลำน้ำจะอยู่ใกล้ถนน ลงจากรถยนต์ก็ขึ้นแพยางได้เลย เมื่อถึงจุดขึ้นจากแพยางก็ขึ้นรถต่อได้เลยเช่นกัน 

ล่องแก่งมาได้ค่อนทาง เจ้าหน้าที่นายหัว นายท้ายเรือ เบนหัวเรือเข้าจอดให้พัก และเข้าห้องน้ำ ที่จุดพักของรีสอร์ตอีกแห่ง บริการอาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว ชา กาแฟ ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วลุยต่อ

เร้าใจตลอดเส้นทาง

 

เดินเล่นริมน้ำ บริเวณไม่ไกลจากที่พัก

พวกเราลงเรือประมาณบ่าย 2 กลับถึงจุดทางขึ้นเรือประมาณ บ่าย 4 โมงกว่าๆ เขียวช้ำ เคล็ด ขัด ยอก กันพอหอมปากหอมคอ รถมารับกลับที่พัก เข้าห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า มีเวลาให้ออกมาเดินเล่นริมน้ำ ก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมันละ ตื่นตั้งแต่ตี 3 มาถึงก็ลุยแหลก พอหลังอาหารเย็นเพลียจนลืมตาแทบไม่ขึ้นกันแล้ว

ที่ประทับใจ อยากเล่าให้ฟัง เห็นทางรีสอร์ตประชาสัมพันธ์ หาจิตอาสาล่องแก่งเก็บขยะ คนมาช่วยกันเพียบ ตามที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว มีถังขยะแยก 3 ถัง รีไซเคิล ขยะเปียก ขยะแห้ง ถึงจะอยู่ใกล้น้ำ ในโรงแรมยังมีป้ายรณรงค์ช่วยกันประหยัดน้ำ พวกเรานี่รู้สึกดี เห็นทีจะต้องกลับไปบ่อยๆ ซะละ นับว่าบริหารงานดีทั้งชุมชน มีความสามัคคี ดูแล ช่วยเหลือกัน ร่วมมือกัน ทั้งรีสอร์ท ทั้งเจ้าของทัวร์ล่องแก่ง และสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบ

วันถัดมาเราตื่นกันแต่เช้า มาเดินเล่นฟอกปอดรอบๆ ที่พักริมแม่น้ำ อากาศสดชื่น ปล่อยใจไปกับความเขียวขจีของแมกไม้ ต้นไม้เขียวครึ้มไปหมด ฟังเสียงน้ำไหล มันสงบดีแท้ บรรยากาศทำให้อยากเปลี่ยนโหมดเป็นอยู่ต่ออีกสัก 7 วัน

รอบๆ รีสอร์ต ถ่ายมุมสูงจากโต๊ะอาหาร

หลังอาหารเช้า เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ Check Out เสร็จ ก็ขับรถเข้าตัวเมือง มาเมืองสองแคว ต้องกราบ “พระพุทธชินราช” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง “พิษณุโลก” เพื่อเป็นสิริมงคล แวะไหว้พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และหลวงพ่อดำ ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร  ขอพร หลังจากนั้นจัดการมื้อกลางวัน เรียบร้อยก็ดิ่งตรงกลับกรุงเทพฯ

 แวะซื้อของฝากพี่ ฝากน้อง ตามร้านขายของฝาก ที่คณะเราซื้อกันเยอะสุด คือ ปลาช่อนแดดเดียว ดูอร่อย และไม่แพง

จบทริปด้วยความสุข และประทับใจ ตกลงกันไว้ว่า ปีหน้าจะมาอีก ขอแบบน้ำแรงระดับ 5 6 7 8 …แรงกว่านี้มีอีกไหม….

ถ่ายรูปเล่นหน้ารีสอร์ต ก่อนเดินทางกลับสู่โหมดวุ่นวายที่กรุงเทพ

ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน ท่องเที่ยวหน้าฝนกันอย่างมีความสุข สนุกสนาน และปลอดภัย #เที่ยวไทยเที่ยวได้ทั้งปี

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.khaoko.com

แม่มะลิ

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *